การเจริญสติ คือ ทางดำเนินที่พระพุทธเจ้าสอน

การเจริญสติ คือ ทางดำเนินที่พระพุทธเจ้าสอน  (หน้า 59)
(เรื่องนอกพุทธศาสนา)
เรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลและสมถกรรมฐานนั้นมันมีอยู่คู่โลก จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้าก็ตาม เรื่องการทำอย่างนี้มีมาก่อนแล้ว.
ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะกุมารประสูติ ก็มีการเลี้ยงพราหมณ์ซึ่งก็คือการทำบุญให้ทาน ส่วนสมถกรรมฐานนั้น เป็นเรื่องฤทธิ์เดชเป็นเรื่องเอาดีเอาเด่น. ซึ่งเราคงเคยได้ยินว่ามีการหายตัวได้เหาะได้ดำดินได้ หรือรู้จิตใจคนนั้นคนนี้ได้ ทำให้มากคนทำให้น้อยคนได้และยังมีคาถาอาคมบังหูบังตา เช่นทำให้ไม่ได้ยินเสียงมองไม่เห็นตัวโดยวิธีเข้าฌาน. นั่นมิใช่วิปัสสนา. ตามพุทธประวัติ, เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช พระองค์ได้ไปเรียนกับอาฬารดาบสได้สมาบัติเจ็ด - รูปฌานสี่ อรูปฌานสาม - แต่ความทุกข์ก็ยังมี คือ ยังมีความโกรธ ความโลภ ความหลง, พระองค์ยังไม่พอพระทัย จึงไปเรียนกับอาจารย์องค์สุดท้าย คืออุททกดาบสจนได้สมาบัติแปด - รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ - อาจารย์บอกว่า หมดความรู้แล้ว แต่พระองค์ก็ยังไม่พอพระทัยอีกเพราะยังมีความโกรธความโลภความหลง; ยังไม่พ้นทุกข์. นี่แสดงว่า สมถกรรมฐานยังไม่ทำให้หมดความทุกข์ได้. ต่อจากนั้นพระองค์ทรงไปทำทุกรกิริยา, มีพระปัญจวัคีย์ตามไปด้วย, ทรงอดข้าวอดน้ำจนพระวรกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก, ทรงกลั้นลมหายใจเข้าออก. แม้ทำอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีความโกรธความโลภความหลง ความพอใจความไม่พอใจ, คือ ยังมีกิเลส.


(เรื่องในพุทธศาสนา)
ดังนั้น พระองค์จึงเลิกละวิธีการเหล่านั้นเสีย เริ่มรับประทานผลไม้ พระปัญจวัคีย์ทั้งห้าจึงหลีกเร้นจากไป พระองค์จึงทรงดำเนินไปแต่เพียงผู้เดียว. เมื่อได้ฉันข้าวของนางสุชาดามีพระวรกายสมบูรณ์ขึ้น พระองค์จึงทรงพิจารณาถึงวิธีการต่าง ๆ ที่ทรงบำเพ็ญแล้ว แต่ยังไม่สามารถละกิเลสได้ ยังมีความทุกข์ความเดือดร้อน. พระองค์จึงได้กลับมาบำเพ็ญทางจิต แลได้สำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถเอาชนะกิเลสได้ทั้งหมดคือดับทุกข์ได้, มีแต่ความเย็นอกเย็นใจ พระวรกายก็เป็นปกติ จิตใจก็ไม่เป็นทุกข์, อยู่ด้วยสติปัญญา เรียกว่าเสวยสุขด้วยสติปัญญาอยู่อย่างนั้น. เมื่อพระองค์ได้สำเร็จอย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็คิดท้อถอยว่าการกระทำอย่างนี้เป็นการกระทำที่ลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจ เพราะเรื่องจิตใจนั้นมองไม่เห็นด้วยตาจับต้องด้วยมือก็ไม่ได้. ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า :  การเจริญทางจิตทางใจนั้นเป็นการยาก; และ การบำเพ็ญทางจิตนี้แหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้า, ส่วนเรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลและทำสมถกรรมฐานนั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าแต่เป็นคำสอนของอาจารย์ทั่วไป.
(คำสอนนอกพุทธศาสนา)
ในประเทศอินเดียนั้นมีหลายลัทธิหลายนิกาย : บางลัทธิสอนในนอนย่างไฟ เพื่อให้กิเลสมันแห้งหมดไป, บางลัทธิสอนให้นอนบนหนาม ให้เกิดความเจ็บปวดทรมานและให้อดทนต่อความเจ็บปวด เพื่อให้กิเลสหมดไป, บางลัทธินั้นสอนให้สละหมดแม้แต่เสื้อผ้า เรียกว่าเปลือกกายกันเลย ให้ทำความรู้สึกว่าไม่มีตัวตน ไม่อาย เชื่อว่าจะเป็นการทำให้กิเลสหมดไปได้. มีด้วยกันหลายลัทธิ แต่ทุกลัทธิก็ไม่สามารถกำจัดกิเลสให้หมดไปได้. เรื่องนี้เราสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ง่าย ๆ ; อย่างที่ว่านอนย่างไฟกินน้ำร้อนแล้วความร้อนจะเผากิเลสได้นั้นในบ้านเราสมัยก่อน เวลาผู้หญิงคลอดบุตรเขาให้ผู้หญิงนั้นนอนย่างไฟกินน้ำร้อน แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังมีกิเลส, แสดงว่าลัทธินี้ไม่ได้ผล; ส่วนลัทธิที่ให้สละหมดให้เปลือกกายนั้น ก็ดูตัวอย่างเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าก็ยังมีอารมณ์มีความรู้สึกที่พอใครพูดดีด้วยก็หัวเราะใครดุใครว่าให้ก็ร้องไห้. นี้แสดงว่ากิลสไม่ได้อย่างกับร่างกาย กิเลสอยู่ที่ใจ. ดังนั้น การปฎิบัติธรรมเราต้องปฎิบัติที่ใจ
หลวงพ่อจะพูดให้ญาติโยมได้เข้าใจ เพราะหลวงพ่อเคยทำมาแล้ว, การบริกรรมพุทโธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง พองยุบบ้าง นับ 1-2-3 บ้าง, วิธีการเหล่านี้ต้องนั่งหลับตา แล้วบริกรรมโดยดูลมหายใจเช่น หายใจเข้าว่า "พุท" หายใจออกว่า "โธ". ได้ทำมามากพอสมควรแต่ความพอใจความไม่พอใจยังมีอยู่ ความโลภความโกรธความหลงมิได้ลดน้อยลงไป, การกระทำอย่างนี้เรียกว่า สมถกรรมฐาน. สมถกรรมฐานนั้นเป็นเพียงอุบายให้จิตสงบเท่านั้น แต่เป็นการสงบอยู่ใต้โมหะ, เหมือนเอาก้อนหินทับหญ้าไว้; ขณะที่หินทับอยู่หญ้าก็งอกออกมาไม่ได้ แต่พอเอาหินออกไปแล้วหญ้าก็งอกได้อย่งเดิมหรือบางทีอาจจะงามกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้น เาอเราไปนั่งหลับตาอยู่คนเดียวความโกรธความโลภความหลงไม่มีก็จริง, แต่พอเข้าสังคมก็เกิดความพอใจ ความไม่พอใจอีก. นี่ - มันเป็นอย่างนี้. ดังนั้น การไปอยู่ถ้ำอยู่ป่าอยู่ภูเขาก็ตาม ไม่สามารถดับทุกข์ได้เพราะเหตุแห่งการไปอยู่, ทีแรกหลวงพ่อก็ทำอย่างเขาเหมือนกัน
(คำสอนในพุทธศาสนา)
พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญวิปัสสนา.
คำว่า "วิปัสสนา" แปลว่า ความรู้แจ้งความเห็นจริง;
เห็นอะไร,
เห็น อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา;
เมื่อเห็นแจ้งรู้จริงแล้ว มันก็ต่างจากเก่าล่วงภาวะเดิม.
เมื่อเรายังไม่เห็นแจ้งยังไม่รู้จริง การทำ-การพูด-การคิดก็อย่างเก่า, ยังจัดเป็นวิปัสสนาไม่ได้;
ต่อเมื่อเรามีความรู้สึกต่างจากเดิม คือความโลภความโกระความหลงลดลง, จึงจะเป็นวิปัสสนา.
(ใบไม้กำมือเดียวคือสติ)
การทำวิปัสสนานี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เจริญสติปัฎฐานสี่ได้แก่ : (1) กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน คือ ให้พิจารณากายในกาย ให้เห็นตามเป็นจริงว่ากายนี้สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา, (2) เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน ให้พิจารณาเวทนาในเวทนา ให้เห็นตามเป็นจริงว่าเวทนานี้สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา, (3) จิตตานุปัสนาสติปัฎฐาน ให้พิจารณจิตในจิต ให้เห็นตามเป็นจริงว่าจิตก็สักแต่ว่าจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา, (4) ธรรมนุปัสสนาสติปัฎฐาน ให้พิจารณาธรรมในธรรม ให้เห็นตามเป็นจริงว่าธรรมก็สักแต่ว่าธรรมเท่านั้น ไม่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา; ฯลฯ
พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีมาก ไม่สามารถจะเอามาพรรณนาได้หมด. เราคงเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วว่า : ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าของเรานี้พาภิกษุจำนวนหนึ่งเดิมเข้าไปในป่า ไปเห็นใบไม้แห้งหล่นเกลื่อนอยู่ พระองค์ได้หยิบใบไม้มากำมือหนึ่งแล้วถามภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้งหลายใบไม้ในกำมือของเราตถาคตกับใบไม้ทั้งป่าอย่างไหนมีมากกว่ากัน, ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า ใบไม้ในป่ามีมากกว่าอย่างไม่สามารถจะเอามาเปรียบกับใบไม้ในกำมือได้เลยพระเจ้าข้า ; พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า ความรู้ความเข้าใจที่เราตถาคตศึกษามานั้นมีมากเปรียบได้กับใบไม้ทั้งป่า ส่วนความรู้ที่เราเอามาสอนพวกเธอทั้งหลายนั้นเท่ากัใบไม้ในกำมือเดียวนี้เท่านั้น. หากจะเปรียบใบไม้ในป่า ก็ได้แก่การทำบุญให้ทานรักษาศีลและการเจริญสมถกรรมฐาน, ส่วนใบไม้ในกำมือก็คือวิปัสสนาโดยเฉพาะเท่านั้นเอง. อย่งไรก็ดีการทำวิปัสสนานี้ต้องศึกษาด้วยการฟังด้วยการอ่านให้เข้าใจ แล้วจึงลงมือปฎิบัติ, ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเสียเวลากับการที่จะคว้าเอาใบไม้ทั้งป่า. วิปัสสนาที่พระพุทธเขจ้าสอนเอาไว้ว่าให้เจริญสติปัฎฐานสี่นั้นก็คือให้มีสติ. ธรรมที่มีอุปการะมาก, ท่านก็บอกไว้แล้วว่า, มี 2 อย่างคือ สติ สัมปชัญญะ : (1) สติ ความระลึกได้, ก่อนจะทำอะไรคิดอะไรก็ให้เรามีสติรู้ ; (2) สัมปชัญญะ ความรู้ตัว, ขณะทำอะไรคิดอะไรก็ให้รู้ตัวอยู่เสมอ. สติสัมปชัญญะเมื่อพูดเป็นภาษาบ้านเราก็คือ ให้ "รู้สึกตัวตื่นตัว-รู้สึกใจตื่นใจ" อยู่เสมอนั่นเอง.