แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลิกโลกเหนือความคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลิกโลกเหนือความคิด แสดงบทความทั้งหมด

สรุป การเดินทาง หน้า 96-97


                                     สรุป

     อาตมาจะสรุปหลักการปฏิบัติสั้นๆ  ให้ฟังอีกครั้ง

     ๑.  ขั้นแรกให้เราคอยจับความเคลื่อนไหวของรูปนาม  การ
เคลื่อนไหวของรูปกายทุกอิริยาบถ  เมื่อจับได้แล้วเราจะรู้จักเรื่อง
สมมติที่ตาเห็นสัมผัสได้ด้วยตาจับได้ด้วยมือเป็นวัตถุภายนอก.

"ทางที่มิใช่ทาง" หน้า 100-104

ทางที่มิใช่ทาง
ความสงบที่ไปทำกันนั้น ผลมันเกิดขึ้นเพราะเหตุคือเราไปทำไปสร้างความสงบมา, เช่นเราไปภาวนาพุทโธ, ซึ่งผมเองเคยทำมาก่อนแล้ว. หายใจเข้าว่า พุท หายใจออกว่า โธ, เวลาเดินจงกรมก็ว่า พุทโธ ก้าวเท้าไปก้าวเท้ามา แล้วให้จังหวะถูกต้องกับลมหายใจ ; สิ่งเหล่านี้เป็นความสงบเพราะมันทำช้าๆ.

"ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง" หน้า 68-71

ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง
. ผลคือสะอาด
ดังนั้นการทำบุญให้ทานรักษาศีล การทำสมถกรรมฐานและการเจริญวิปัสสนา, ต่างก็เป็นการกระทำเพื่อเอามทำลายกิเลส คือ ความโลภความโกรธความหลง. การทำลายกิเลสได้นี่แหละคือตัวบุญแท้ๆ, เป็นยอดบุญ ถ้าเป็นสวรรค์ก็เป็นสวรรค์แท้ๆ, เป็นแก่นของสวรรค์เป็นยอดแท้ของสวรรค์ถ้าเทียบกับพระนิพพานก็เป็นพระนิพานแท้, เป็นแก่นเป็นยอดของนิพพาน, ความหมดไปของกิเลส ก็คือ สะอาด.

การปฏิบัติธรรม

                                การปฏิบัติธรรม    หน้าที่ 81 
                                                                  
                                                                  (วิปัสสนา)
     การปฏิบัติธรรมนั้น,ถึงแม้จะปฏิบัติโดยแบบวิธีใดเท่าใดก็ตาม,
ถ้ายังไม่ได้เข้ามาจับจุดที่จิตใจที่กำลังปรากฏอยู่นี้ ก็แสดงว่าเรายังไม่
เห็น-ไม่รู้-ไม่เข้าใจ กล่าวคือ ยังไม่เข้าใจในหลักของการปฏิบัติธรรม
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่นั่นเอง. พระองค์ได้ตรัสบอกเอา
ไว้ว่าเพราะพระองค์บำเพ็ญทางจิตกล่าวคือปฏิบัติทางจิต จึงได้สำเร็จ
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า,ถึงอย่างนั้นคนเราส่วนมากก็เพียงทำบุญให้
ทานเพื่อที่จะไล่ความทุกข์ ยังไม่ได้มาปฏิบัติตามแบบของพระพุทธเจ้า.
พระองค์ท่านยังเคยตรัสไว้อีกว่า

ภาคต้นของการปฎิบัติ

ภาคต้นของการปฎิบัติ
(ผล-เลิกละความหลงผิด)

(รู้ให้จริงๆ รู้แจ้ง-รู้จริง)

       ที่ผมนำมาเล่าสู่ฟังนี้ ผมรู้จำมาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์, ท่านเล่าสู่ฟังก็จำมา. พ่อผมเล่าให้ฟังตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กน้อย ไปนอนนากับพ่อผม ท่านเล่าให้ฟังว่า พระพุทธรูปทุกองค์มีจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปแทรกไปสิงอยู่ขนาดเท่าเมล็ดงา จะเป็นพระไม้พระเงินพระทองพระอิฐพระปูนก็ตาม หรือจะเป็นพระแก้วพระอะไรก็ช่างหรือจะเป็นพระธาตุ-ธาตุพนม ธาตุอุเทน ธาตุเกศแก้วจุฬามณี ธาตุอะไรก็ตาม ฯลฯ จะมีดวงวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปเกาะหมดทุกธาตุ, เมื่อพุทธศาสนาล่วงไปถึงห้าพันปีแล้ว จะมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน พระพุทธรูปพระธาตุเหล่านั้น จะเหาะไปรวมตัวกัน รวมที่ไหนผมก็จำไม่ได้, แล้วธาตุเหล่านั้นและพระพุทธรูปเหล่านั้นจะแตกผางออก ดังไปไกลเหมือนเสียงปืน แล้วจิตวิญญาณที่มีอยู่ในนั้นก็จะมารวมกันเข้าเป็นคน, เป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะ, แล้วออกมาแสดงธรรมให้คนฟังเจ็ดวันเจ็ดคืน, ผู้มีโอกาสไปฟังธรรมนั้นที่เป็นผู้มีปัญญามากก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ได้นิพพานพร้อมพระพุทธเจ้า ส่วนผู้มีปัญญาแต่น้อย ซึ่งเปรียบเหมือนข้าวเมล็ดเล็กข้าวผอมยังไม่เต็มสมบูรณ์ดีเหมือนพวกแรก ก็จะได้เป็นพระอนาคามี พระสกิทาคามี หรือพระโสดา ตามกำลังสติปัญญาตามลำดับแห่งตน ส่วนบางคนนั้นฟังไปก็จะไม่รู้จักอะไรเลย ; ท่านว่าอย่างนั้น.

ทางสงบ

ทางสงบ หน้า 79-81

ในโอกาสต่อไปนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้เกิดสติปัญญาตามสมควรแก่เวลา.

(ให้รู้จักทุกข์)
โดยทั่วไปคนเราไม่ต้องการความทุกข์ เกลียดความทุกข์. แล้วทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร. ทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะเราไม่รู้, ทุกข์นั้นไม่ได้มีอยู่ที่ตัวเรา, และไม่ได้เกิดอยู่เสมอไป. ความมีอยู่จริงแท้แน่นอนนั้นคือ ความปกติ, โดยธรรมชาติ จิตใจของคนแต่ละคนอยู่ในภาวะที่ปกติ. ในขณะที่เราทำงาน, ถ้าทำด้วยความหลงผิดแล้ว เรียกว่าความทุกข์ทั้งนั้น, คนส่วนมากทำงานด้วยความทุกข์เพราะไม่เห็นทุกข์นั่นเอง. คนที่ไปดูหนังดูละครนั้น ไปเพราะทุกข์พาไป เนื่องจากเราไม่ได้มองจิตใจของเราเอง. ขณะที่เราอยากไปดูหนังนั้นน มันคิดขึ้นมาเพียงวูบเดียวเท่านั้นว่าอยากไปดูหนัง, ไม่ได้คิดอยู่ตลอดวัน. เมื่อคิดแล้ว เราไม่ได้เห็นความคิด, เราเพียงแต่รู้ความคิด แล้วเราก็ทำไปตามความคิดนั้น, จึงเรียกว่าไปด้วยทุกข์. คนสูบบุหรี่ก็เหมือนกัน, บางทีเขาไม่ได้คิดที่จะสูบบุหรี่เลย แต่เขาทำไปตามอารมณ์, เขาเอาบุหรี่ขึ้นมาสูบกันเพราะคิดว่าเป็นความสุข แต่ความจริงนั้นทุกข์บังคับให้ทำไป.

สรุปทางลัด

สรุปทางลัด    หน้า 76-77

อาตมาให้ข้อคิดเพียงเล็กน้อย คือ
๑. ให้หมั่นเจริญสติในทุกอิริยาบถ : พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง เอียงซ้าย เอียงขวา กะพริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย หายใจเข้า หายใจออก, ก็ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม. อันนี้เรียกว่าเรามีสติ, เท่ากับเอาเมล็ดงาทิ้งลงในเหว. เมื่อมีสติสมบูรณ์แล้วจะเกิดปัญญารู้-เห็นจริง ในเรื่อง : รูป-นามฐ, รูปทำ (รูปธรรม) - นามทำ (นามธรรม) , รูปโรค - นามโรค, รู้ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา, รู้สมมติ, รู้ศาสนา-พุทธศาสนา, รู้บาป-บุญ รู้จริงๆ. นี่เป็นอารมณ์ของสติปัญญาแท้ๆ.

เจริญสติให้ถูกตรงย่อมได้รับผลภายในสามปี


เจริญสติให้ถูกตรงย่อมได้รับผลภายในสามปี หน้า 71-75

ตามตำรับตำราหนังสือเขียนไว้ว่า - ผู้ใดเจริญสติปัฏฐานสี่อย่างถูกต้อง และทำให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ อย่างนานไม่เกิน ๗ ปี , อย่างกลางไม่เกิน ๗ เดือน , อย่างเร็วไม่เกิน ๑-๑๕ วัน; ย่อมได้รับอานิสงส์  ๒ ประการ คือ (๑) เป็นพระอรหันต์ (๒) เป็นพระอนาคามี ในปัจจุบันภพนี้ชาตินี้

ผล คือ การอยู่เหนือโลก

ผล คือ การอยู่เหนือโลก

        ขอย้ำให้ฟังด้วยความจริงใจและด้วยสติปัญญาจริงๆ ว่า  พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา", ก็คือเห็นตัวเราเองนี่แหละ เห็นจิตเห็นใจตัวเองนี่แหละ, ธรรมะก็คือตัวเราเองนี่แหละ. การเห็นตัวเรากำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิดนี่แหละเรียกว่าเห็นตัวเรา ส่วนเห็นจิตเห็นใจนั้นอาจจะลึกลงไปอีก: ให้เข้าใจอย่างนี้, ถ้าเข้าใจผิดไปจากนี้จะไม่เป็นสัมมาทิฏฐิตามแบบของพระพุทธเจ้า. การที่ให้ดูจิตดูใจนั้นก็เพราะจะได้เห็นว่า บางทีจิตใจของเราก็เข้าไปในความคิด, เมื่อเข้าไปในความคิดมันก็ปรุงเรื่อยไป. สิ่งที่พระองค์สอนก็คือว่า เมื่อเห็นความคิด, หรือเมื่อมันคิดขึ้นมา ให้สลัดความคิดทิ้ง มาตั้งสติดูมัน: อันนี้เรียกว่า "วิชชา" "ปัญญา"

อารมณ์ของการปฏิบัติ

อารมณ์ของการปฏิบัติ  (หน้า 99)

       ตั้งใจฟังให้ดี ญาติโยมและเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย เมื่อตั้งใจฟังแล้วก็จดจำได้ เรียกว่า รู้จำ-รู้จัก จากนั้นเราก็มาศึกษาหรือปฏิบัติให้ รู้แจ้ง-รู้จริง หรือมีญาณทัสนะของเราเองเห็นเองเข้าใจเอง การมาศึกษาและปฎิบัติธรรมนั้นส่วนมากเรายังไม่รู้และไม่เข้าใจ คือเรารู้แต่เพียงการทำบุญให้ทานและรักษาศีลและการทำสมถกรรมฐานเท่านั้น ส่วนลึกเข้าไปกว่านั้นอีก คือเรื่องเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้รู้กันน้อยเข้าใจน้องจริง ๆ เรื่องวิปัสสนานั้น มักจะมีเฉพาะกรณีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้ขึ้นมาแล้วนำมาสอนนำมาพูด เมื่อเป็นดังนี้คนก็เลยเกียจคร้านไม่อยากปฎิบัติ ที่ปฎิบัติก็รู้ได้เพียงสมถกรรมฐานเท่านั้น แล้วก็เข้าใจไปเองว่าตัวเองทำวิปัสสนา ทั้งนี้เพราะยังไม่รู้แจ้งรู้จริง ยังเป็นแต่เพียงรู้จำรู้จักเท่านั้น ดังนั้น เราจึงมาทำความสงบกัน แต่ก็ไม่เข้าใจถ่องแท้ในเรื่องของความสงบว่าความสงบนั้นมีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน กล่าวคือ สงบใต้โมหะ อย่างหนึ่ง สงบด้วยสติปัญญา เป็นอีกอย่างหนึ่ง

การเจริญสติที่ทำให้เกิดปัญญา

การเจริญสติที่ทำให้เกิดปัญญา  (หน้า 60)
สำหรับอาตมา. มีประสบการณ์ว่า การเจริญสติไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา. หลวงพ่อเคยทำวิธีหลับตามาแล้ว แต่ไม่เกิดปัญญา, พอมาทำวิธีใหม่ วิธีของหล่วงพ่อนี้มันเกิดปัญญา ทำให้รู้สึกว่าถูกต้องกับตำรับตำราของคนสมัยใหม่. 1 วิธีของหลวงพ่อนี้ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นของใหม่ก็ได้ เพราะยังไม่เคยได้ยิน, แต่ความจริงแล้วเป็นของเก่าตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าสอนนั่นแหละ.

การเจริญสติ คือ ทางดำเนินที่พระพุทธเจ้าสอน

การเจริญสติ คือ ทางดำเนินที่พระพุทธเจ้าสอน  (หน้า 59)
(เรื่องนอกพุทธศาสนา)
เรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลและสมถกรรมฐานนั้นมันมีอยู่คู่โลก จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้าก็ตาม เรื่องการทำอย่างนี้มีมาก่อนแล้ว.
ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะกุมารประสูติ ก็มีการเลี้ยงพราหมณ์ซึ่งก็คือการทำบุญให้ทาน ส่วนสมถกรรมฐานนั้น เป็นเรื่องฤทธิ์เดชเป็นเรื่องเอาดีเอาเด่น. ซึ่งเราคงเคยได้ยินว่ามีการหายตัวได้เหาะได้ดำดินได้ หรือรู้จิตใจคนนั้นคนนี้ได้ ทำให้มากคนทำให้น้อยคนได้และยังมีคาถาอาคมบังหูบังตา เช่นทำให้ไม่ได้ยินเสียงมองไม่เห็นตัวโดยวิธีเข้าฌาน. นั่นมิใช่วิปัสสนา. ตามพุทธประวัติ, เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช พระองค์ได้ไปเรียนกับอาฬารดาบสได้สมาบัติเจ็ด - รูปฌานสี่ อรูปฌานสาม - แต่ความทุกข์ก็ยังมี คือ ยังมีความโกรธ ความโลภ ความหลง, พระองค์ยังไม่พอพระทัย จึงไปเรียนกับอาจารย์องค์สุดท้าย คืออุททกดาบสจนได้สมาบัติแปด - รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ - อาจารย์บอกว่า หมดความรู้แล้ว แต่พระองค์ก็ยังไม่พอพระทัยอีกเพราะยังมีความโกรธความโลภความหลง; ยังไม่พ้นทุกข์. นี่แสดงว่า สมถกรรมฐานยังไม่ทำให้หมดความทุกข์ได้. ต่อจากนั้นพระองค์ทรงไปทำทุกรกิริยา, มีพระปัญจวัคีย์ตามไปด้วย, ทรงอดข้าวอดน้ำจนพระวรกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก, ทรงกลั้นลมหายใจเข้าออก. แม้ทำอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีความโกรธความโลภความหลง ความพอใจความไม่พอใจ, คือ ยังมีกิเลส.

เดินทางลัด

เดินทางลัด  (หน้า 57)
ถ้าหากเราเจริญสติอย่างถูกต้องภายใน 2-3 ปี เราก็พ้นทุกข์
ชีวิตที่เหลือต่อไปภายหน้า
ก็จะมีแต่ความสุข
ความเย็นอกเย็นใจ
นี่แหละเป็นแก่น
เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนา.

ผล คือ สวรรค์นิพพานในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงผลถึงอานิสงส์ 
เรามักคิดกันไปถึงเรื่องสวรรค์นิพพาน,
คือมักจะคิดกันว่าคนทำดีต้องไปสวรรค์
ส่วนคนทำชั่วต้องไปตกนรก.

นรกสวรรค์ในอนาคตนั้นก็อย่าเพิ่งเอามาคิด,
แต่ควรรู้จักนรกในปัจจุบันนี้ก่อน
สวรรค์บนฟ้าก็เช่นกัน เอาเก็บไว้ก่อน
ให้มาดูสวรรค์ปัจจุบันนี้ก่อน.

ศาลพระภูมิ

สมัยหลวงพ่อจำพรรษาอยู่วัดชลประทานฯ
มีทหารมาบวชอยู่กับเจ้าคุณปัญญาฯ
แล้วมาอยู่กับหลวงพ่อ
เขาเล่าว่าที่บ้านของเขามีศาลพระภูมิ
พ่อแม่เขานับถือศาลพระภูมิ 
หลวงพ่อสอนเขาให้รู้สมมติ
ให้รู้ว่าผีไม่มีตัวตน

มรรค คือ การทำงานตามหน้าที่

คนที่เข้ามารับราชการ,
จะเป็นตำรวจก็ดี ทหารก็ดี
หรือจะเป็นข้าราชการประเภทอื่นอะไรทั้งหมด,
เราต้องรู้จักหน้าที่ของเรา
เพราะเราเรียนหน้าที่อย่างนั้นมาจึงมารับราชการอย่างนั้น,
เมื่อรับราชการอย่างนั้น
ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างนั้นของเราให้ถูกต้อง.

บูชาพระ

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปเทศน์งานบุญมหาชาติ
ขึ้นไปนั่งอยู่บนธรรมาสน์
โยมเอาดอกไม้มาบูชาเอาธูปเทียนมาจุด
หลวงพ่อร้อนแทบตายจึงถามเขาว่า
ทำเพื่ออะไร.
เขาตอบว่า ทำเพื่อเอาบุญ.

ความสงบ-นิพพาน

นิพพานแปลว่าความสงบ. 
จิตใจของคนที่กำลังเป็นปกติอยู่นี่แหละ
ท่านเรียกว่าสงบ เรียกว่านิพพาน.
การไปเห็นสีแสงผีเทวดาอย่างนั้น
จิตใจจะสงบได้อย่างไร.

เห็นธรรม

เวลาเราไปทำกรรมฐาน
ไปเห็นสีเห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา,
อันนี้เป็นการเข้าใจผิด.

ที่พึ่งอันประเสริฐ

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า 
อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน จะไปพึ่งผู้อื่นหาได้ไม่.

ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็ให้ปฏิบัติตาม, แล้วอย่าหยุดอยู่เพียงความเป็นคน
ให้พัฒนาตนขึ้นมาเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นอินทร์เป็นพรหม,
หรือไม่ต้องเป็นเทวดาอินทร์พรหมก็ได้ พัฒนาจิตใจจนกลับเข้ามาป็น "พระ" เลย.