ญาณ แปลว่า รู้แจ้งเห็นจริงเข้าใจจริง
แต่คนส่วนมากไปเข้าใจว่า
จะมีญาณได้จะต้องเข้าญาณเสียก่อน,
ฌานชนิดนั่งหลับตาตัวแข็งทื่อ
ฌานเหาะได้หายตัวได้เหล่านี้
พระองค์มิได้นำมาสอน
เพราะไม่ได้ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงพ้นทุกข์ได้
พระพุทธเจ้าทรงสอนแต่เฉพาะ ญาณ และ ฌาน
ที่จะทำให้มีหูทิพย์ตาทิพย์ได้เท่านั้น
ขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง
เพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง
การเข้าฌาน คือ
การมีสติรู้เห็นความรู้สึกทางกายในอิริยาบถต่างๆ
และรู้เห็นความรู้สึกนึกคิดของจิตของใจ
เช่น รู้สึกว่ารัก ชอบ โกรธ เกลียด อิจฉา ริษยา ห่วง
กังวล หงุดหงิด ซึม เศร้า เป็นต้น.
ฉะนั้น เราจึงเข้าฌานได้ทุกขณะ
ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่.
เมื่อมีสติอยู่อย่างนี้ ความหลงผิดก็จะไม่เกิดขึ้นกับจิตใจ,
และจิตใจที่ปราศจากความหลงผิดนี้
จะมีปัญญามองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง,
นี้เองที่เรียกว่าฌาณ
ญาณ และ ฌาน
ชนิดนี้เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า และของพระสาวก
ถ้าเราทำตัวเราให้มีบ้าง
ก็จะเป็นการยกระดับจิตใจของเราเอง
อย่างน้อยก็จะเป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม
คือหูทิพย์ตาทิพย์ หรือได้กระแสพระนิพพานนั่นเอง
นิพพานในทีนี้
ไม่ได้หมายถึงนิพพานที่จะรอเอาต่อตายแล้ว,
แม้การทำบุญให้ทานรักษาศีลก็เหมือนกัน
มิใช่ทำเพื่อเอาสวรรค์ตอนตาย.
ใครที่คิดเช่นนี้แสดงว่ายังไม่เข้าใจ
ยังไม่มีหูทิพย์ตาทิพย์
เป็นการคาดฝันนึกคิดเอาเอง
ส่วนผู้ที่มีญาณนั้น ทำบุญวันนี้ก็ต้องได้บุญวันนี้
ทำทานรักษาศีลเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน วันนี้ก็ต้องได้วันนี้
ไม่ต้องคอยเอาตอนตาย
ต้องเอาขณะกำลังทำ กำลังพูด
กำลังคิดอยู่นี่แหละ.
พระพุทธองค์ตรัสว่าอดีตอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง
ให้นึกถึงเฉพาะปัจจุบัน
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิด
หน้า 13
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิด
หน้า 13