ที่อาตมาได้กล่าวในตอนต้นว่า
พระพุทธเจ้าสอนให้มีหูทิพย์ตาทิพย์นั้น
ก็หมายถึง เป็นหูตาที่สามารถมองเห็น
ได้ยินความปรากกฏออกของอวิชชา
คือ โลภะ-โทสะ-โมหะ ที่เข้ามาทางอายตนะ,
ไม่ใช่รู้เห็นได้ยินอะไรอย่างอื่น.
กิเลสทั้งสามนี้ เปรียบเหมือนโจร
เหมือนพญามารที่เข้ามาแย่งชิง
เอาบัลลังก์หรือที่ตั้งของสติ-สมาธิ-ปัญญาไป,
ทำให้ผู้นั้นขาดความสะอาด-สว่าง-สงบ.
หูทิพย์-ตาทิพย์ชนิดนี้แหละที่พวกเราควรหาเอาไว้,
เพราะเป็นหูทิพย์-ตาทิพย์
ที่จะนำเราเข้าสู่พระนิพพาน
มีชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีทุกข์,
แม้นในขณะที่ฟังอาตมาพูดอยู่นี้
ก็ขอให้มีศีลธรรมประจำใจ
คิดชอบก็ให้รู้ คิดชังก็ให้รู้
ฟังแล้วไม่รู้เรื่องเบื่อรำคาญก็ให้รู้ :
จิตใจนึกคิดอย่างไรให้รู้ให้เห็น.
เราจะมีหูทิพย์-ตาทิพย์ประเภทนี้ได้
ก็ต้องฝึกสติฝึกสมาธิ
ต้องมีสติ มีสมาธิอยู่ทุกขณะ
นั่นคือ จิตใจนึกคิดอย่างไรให้รู้-ให้เห็น.
ที่พระพุทธองค์ทรงสอน
ให้แก้ปัญหาปัจจุบันนั้นก็คือ
ขณะที่ผัสสะลงไปนั่นแหละ
ท่านให้มีสติสมาธิปัญญารู้
เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ.
ดังนั้น สติสมาธิปัญญา
จะต้องพร้อมอยู่ทุกขณะ
จึงจะไม่เสียทีแก่พญามาร.
ผู้ใดมีสติสมาธิปัญญาเอาชนะทุกข์ได้อย่างนี้
แม้เพียงเล็กน้อย.
ก็จัดว่าเป็นผู้มีตาทิพย์-หูทิพย์ระดับหนึ่งแล้ว
เพราะเป็นผู้ที่สามารถมองเห็นสวรรค์
ในอกนรกในใจของตัวเองได้บ้างแล้ว.
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
หนังสือพลิกโลก เหนือความคิด หน้า 17