เห็นได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้
เรียกให้มาและดู :
ธรรมะอึดใจเดียว
วันนี้ข้าพเจ้าอยากจะนำความจริงมาเล่าสู่เธอฟัง ความจริงที่ข้าพเจ้าได้ยินมาจากคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งได้เล่าสืบทอดกันมาจากชั่วคนหนึ่งถึงอีกชั่วคนหนึ่ง เธออาจจะเคยได้ยินมาก่อนหรืออาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อขณะฟังโปรดตั้งใจฟัง ฟังด้วย สติ สมาธิ ปัญญา พิจารณาคำพูดเหล่านี้และค้นหาความจริงของมัน
ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุปัจจัยและผล ยกตัวอย่างเช่น เหตุคือเราทำงาน ผลคือเราได้เงินมา เหตุคือเราศึกษา ผลคือเราได้ความรู้ ความรู้จึงเป็นผลของการศึกษา ดังนั้น ถ้าเหตุเป็นความขยัน ผลก็จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
คนเฒ่าคนแก่เคยสอนว่า เหตุคือการเจริญสติ ผลคือความรู้ที่เกิดขึ้น ท่านกล่าวอย่างนั้น ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสเช่นนี้หรือไม่ หรือไม่ว่าพ่อแม่และครูอาจารย์ของเธอจะพูดเช่นนี้หรือไม่ ขอให้ทดลองดูและค้นพบด้วยตัวของเธอเองว่า มันเป็นจริงหรือไม่ เราต้องพิจารณาและรู้มันอย่างแท้จริง เหตุเรียกว่าการเจริญสติ ความจริงเรียกว่าสัจจะ ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ มันก็ยังคงอยู่ ณ ที่นั้น เหมือนดังบางสิ่งที่อยู่ข้างใต้ของที่คว่ำไว้ เราหงายออกและสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ถูกเปิดเผยขึ้น หรือเหมือนดังเปิดของที่ปิดอยู่ เธอควรจะทดลองดูและเห็นด้วยตัวของเธอเองว่ามันเป็นเช่นนี้หรือไม่
เธออาจจะนั่งพับเพียบ นั่งเหยียดขา นั่งบนเก้าอี้ หรือนั่งขัดสมาธิ คว่ำมือของเธอไว้เหนือเข่า พลิกมือตะแคงขึ้น มีความรู้สึกถึงการกระทำนั้น การพลิกมือเป็นเหตุ ความรู้สึกถึงการกระทำเป็นผล คว่ำมือลงมีความรู้สึกตัว เหตุคือการคว่ำมือ ผลคือความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหว ยกมือขึ้นรู้สึกตัวถึงการเคลื่อนไหว วางมือลงรู้สึกตัวถึงความเคลื่อนไหว เหตุคือการยกมือขึ้นและรู้สึกตัวกับการวางมือลงและรู้สึกตัว ผลคือการรู้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อเธอทำอย่างนี้ในการกำหนดจังหวะเจริญสติ เธอสามารถพูดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งเดียวกับคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ เธอควรจะเจริญสติ เมื่อเธอเจริญสติ ปัญญาจะเกิดขึ้น
คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนสติปัฏฐาน ๔ หรืออิริยาบถที่สำคัญ ๔ อย่าง ซึ่งได้แก่ การยืน การเดิน การนั่ง และการนอน เธอมีสติในอิริยาบถเหล่านี้แล้ว เธอมีสติรู้อิริยาบถย่อยอื่นๆ ในอิริยาบถย่อยทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการคู้ การเหยียด หรือการเคลื่อนไหวอื่นๆ ทั้งหมดให้มีสติรู้ ผลจะเป็นความรู้ที่เกิดขึ้น
บางคนอาจจะกล่าวว่าอันนี้เข้ากับตำรา บางคนอาจจะกล่าวว่าอันนี้ไม่เข้ากับตำรา แต่โปรดฟังและโปรดทดลองปฏิบัติด้วยตัวของเธอเอง ถ้าเป็นประโยชน์เราก็ใช้มัน ถ้าไม่เป็นประโยชน์เราก็ทิ้งมันไป ความรู้ที่เราเคยเล่าเรียนศึกษามาเป็นสิ่งที่เรารู้แล้ว แต่ความรู้ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน โปรดทดลองดูและค้นหามันด้วยตัวของเธอเอง
นี้คือการปฏิบัติที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาก่อน นั่งสบายๆ หลังตรง คว่ำมือไว้เหนือเข่า บัดนี้พลิกมือขวาตะแคงขึ้นมีความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ยกมือขึ้นถึงระดับหน้าอกรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ลดมือลงมาไว้ที่สะดือรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ในแต่ละจังหวะของการเคลื่อนไหว ให้มีการหยุดนิดหนึ่งและให้รู้สึกตัวถึงการหยุดนั้น บัดนี้เคลื่อนมือซ้ายอย่างเดียวกันทั้งสามจังหวะ เลื่อนมือขวาขึ้นหน้าอก เอามือขวาออกมาไว้ที่ตรงข้าง ลดมือขวาลงตะแคงไว้ที่เหนือเข่า และคว่ำมือขวาลง ให้มีสติรู้ทุกๆ การเคลื่อนไหวและการหยุดนิดหนึ่งระหว่างจังหวะแต่ละจังหวะ บัดนี้เคลื่อนมือซ้ายทำนองเดียวกันทั้งสี่จังหวะ นี้คือการสร้างจังหวะ เรียกว่า อิริยาบถการเคลื่อนไหวย่อย
คนเราไม่สามารถจะอยู่นิ่งๆ ได้ ดังนั้นเราจึงหางานให้ร่างกายทำ และใช้สติอยู่กับการเคลื่อนไหว เธออาจจะเรียกมันว่าสติ หรือเธออาจจะเรียกมันว่าสมาธิ ความรู้สึกตัวเรียกว่าสติ สมาธิคือการตั้งใจ เมื่อเธอกระทำให้มีความรู้สึกตัวถึงการกระทำนั้น ถ้าเธอมิได้ตั้งใจเธอก็จะไม่รู้ เมื่อเธอกะพริบตา เธอรู้มัน
เรากะพริบตาตั้งแต่เราเกิดจากท้องแม่แต่เราไม่รู้ เมื่อเราเหลียวซ้ายหรือแลขวาเราไม่รู้ เราไม่มีสติสมาธิ เรามีเพียงสติสมาธิธรรมดา แต่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้ ถ้าเราตั้งใจที่จะรู้ สติก็จะเป็นสติที่สร้างขึ้นมา ใหม่ๆ สมาธิคือการตั้งใจ เราหายใจมาตั้งแต่เราเกิดจากท้องแม่แต่เราไม่รู้ บัดนี้เราตั้งใจ หายใจเข้าและออก แล้วเรารู้ เมื่อความคิดเกิดขึ้น เรารู้ การรู้มีเหตุมาจากการเจริญสติ
ดังนั้นข้าพเจ้าปรารถนาให้พวกเธอทั้งหมดนำคำสอนนี้ไปใช้ จะบวชก็ได้ไม่บวชก็ได้ นับถือศาสนาใดก็ได้ สวมเครื่องแบบใดก็ได้ รักษาศีลก็ได้ ไม่รักษาศีลก็ได้ บริจาคทานเป็นจำนวนมากก็ได้ ไม่บริจาคทานเลยก็ได้ ถ้าเธอไม่เจริญสติแล้วเธอก็จะไม่รู้ แม้ว่าเธอจะทำบุญ รักษาศีล หรือปฏิบัติภาวนาเพื่อความสงบเป็นอันมากก็ตาม การรู้จะเกิดขึ้นเพราะเหตุของการเจริญสติ
เมื่อเรามีความรู้สึกตัวมากๆ ขึ้น ความไม่รู้ตัวซึ่งก็คือโมหะ หรือความหลงจะหายไป เมื่อเรามีสติมากขึ้นๆ สมาธิมากๆ ขึ้น ปัญญาจะเกิดขึ้น นี้เรียกว่าปัญญาบารมี (“ความสมบูรณ์แห่งความรอบรู้”) ข้าพเจ้ามิได้พูดตามตำรา ปัญญามีอยู่แล้ว บารมี หมายถึงความพร้อมที่จะรู้ถ้าเราปฏิบัติในหนทางที่ถูก ถ้าเราปฏิบัติในหนทางที่ผิดแล้วเราจะไม่รู้
บัดนี้ถ้าเรารู้เราจะรู้ของจริง ไม่รู้ออกนอกตัวของเรา เรารู้ภายในตัวเรา เรารู้ตัวของเราเอง นั่งอยู่ที่นี่เรารู้ตัวเราว่าเป็นรูป-นาม พลิกมือขึ้นคือรูป-นาม คว่ำมือลงคือรูป-นาม การพลิกมือขึ้นและลงติดต่อกันคือรูป-นาม นี้คือการรู้รูป-นาม
ต่อมาเรารู้การกระทำของรูป-นาม เมื่อรูปกระทำ นามก็กระทำพร้อมกัน เมื่อรูป-นามกระทำเราก็รู้ เรารู้เพราะเหตุของการเจริญสติ ปัญญาเกิดขึ้นเพราะเหตุของการเจริญสติ
เรารู้รูปโรค-นามโรค รูปที่เกิดนี้เป็นโรค เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เป็นไข้ และอื่นๆ อีกชนิดหนึ่งของรูปโรค-นามโรค ความคิดเป็นนาม แต่เมื่อมันคิดมันเป็นรูป เมื่อบุคคลอื่นพูดแล้วทำให้เราพอใจหรือไม่พอใจ จิตใจของเราเป็นโรค ให้รู้สิ่งนี้อย่างแท้จริง การเจริญสติเป็นเหตุ การเกิดขึ้นของปัญญาเป็นผล
หลังจากที่รู้รูป-นาม เรารู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา มีคนสอนว่า ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา คือผมที่หงอก ผิวหนังที่เหี่ยวย่น ฟันที่หัก นั่นก็จริง แต่ไม่จริงตามแบบของการเจริญสติ การเจริญสติจะก่อให้เกิดปัญญาขึ้นว่า การพลิกมือขึ้นคือทุกขัง การคว่ำมือลงคือทุกขัง การยกมือขึ้นคือทุกขัง การลดมือลงคือทุกขัง ทุกขังอยู่กับรูป รูปคือก้อนทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกขังคือทนไม่ไหว อนิจจังคือไม่เที่ยง อนัตตาคือบังคับควบคุมไม่ได้ มันเป็นเช่นนั้นตลอดเวลา ถ้าเรารู้มันก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่รู้มันก็เป็นเช่นนั้น
ดังนั้นพระธรรมซึ่งทำให้บุคคลกลายเป็นพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้วก่อนพระพุทธเจ้า พระธรรมนี้ดำรงอยู่ในคนทุกคน ขึ้นอยู่กับ “เจ้าของ” แต่ละคนที่จะทำให้การรู้นี้เกิดขึ้น ถ้าเขาสามารถจะรู้เขาก็จะรู้ เปรียบเหมือนกับภาชนะที่คว่ำอยู่ มันจะคว่ำอยู่หรือหงายขึ้น ขึ้นอยู่กับเรา
บัดนี้เรามารู้สมมติ รู้สมมติทุกอย่างให้จบสิ้น เรารู้ว่าเงินเป็นเพียงโลหะชนิดหนึ่ง เป็นเพียงกระดาษชนิดหนึ่ง แต่เราสมมติมันขึ้น ผู้หญิงและผู้ชายก็เป็นสมมติเช่นเดียวกัน เมื่อเราไม่รู้เราสมมติว่าเป็นหญิงและสมมติว่าเป็นชาย แต่ถ้าเราไม่สมมติแล้วเราก็ไม่รู้ การบวชและการสึก พระสงฆ์และสามเณร ทั้งหมดนี้คือสมมติ เพียงแต่เอาผ้ามาห่มเท่านั้น การรู้คือสติ สมาธิ ปัญญา และสัจจะคือความจริง ถ้าเป็นจริงโดยสมมติเราก็รู้ ถ้าเป็นจริงโดยปรมัตถ์เราก็รู้
ผีและเทวดาเป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น เราเคยเห็นมันบ้างไหม ผีคือบุคคลที่กระทำ พูด หรือคิดในทางที่ชั่ว ร่างกายไม่ได้ทำอะไร มันคือรูป เช่นเดียวกับตุ๊กตา สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นคือจิตใจ เทวดาก็เช่นเดียวกันเราสมมติมันขึ้น เมื่อเราไม่รู้สมมติอย่างแท้จริงเราจะไม่รู้ เราจะไม่รู้จริงๆ ข้าพเจ้ารับรองได้ว่าเราจะไม่รู้ ตัวข้าพเจ้าเองไม่รู้ แต่คนอื่นอาจจะรู้ข้าพเจ้าไม่ทราบ
ข้าพเจ้าได้กระทำภาวนามาหลายชนิด เช่น “พุทโธ” “สัมมาอรหัง” นับลมหายใจ ยุบหนอพองหนอ และนั่งดูลมหายใจ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้โดยแท้จริง การรู้ไม่ได้เกิดขึ้น มันนำไปสู่ความสงบและยึดติดในความสงบนั้น ดังนั้นความสงบหรือสมถกรรมฐาน (ที่ตั้งแห่งการกระทำเพื่อความสงบ) เปรียบเหมือนการนำก้อนหินมาทับหญ้าไว้ เมื่อเราเอาก้อนหินออก หญ้าจะขึ้นงอกงามกว่าเก่า เพราะว่าดินนั้นถูกปิดไว้ชุ่มชื้น วิปัสสนา หมายถึงความรู้ภายในที่แจ่มชัด การถอนรากขึ้นอย่างสิ้นเชิง นี้คือการรู้ที่แท้จริง ใครที่ทำก็จะรู้ ใครที่เกิดมาเป็นมนุษย์สามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนา แต่เราต้องเข้าใจวิธีที่ถูกต้อง
แล้วเรารู้ศาสนา ศาสนาไม่ได้หมายถึงวัด วัดเป็นเพียงศาสนาสมมติ นี้เรียกว่าสมมติบัญญัติ ปรมัตถ์คือของจริงซึ่งมีอยู่ในคนทุกคนคือศาสนา กล่าวกันว่าศาสนาคือคำสั่งสอน ท่านสอนและหูฟัง แล้วสติ สมาธิ ปัญญา พิจารณามันและรู้ขึ้นมาโดยแท้จริงว่า “โอ้ตัวคนทุกคนคือศาสนา” การทำลายศาสนามิได้หมายถึงการทำลายวัดหรือพระพุทธรูปหรือต้นโพธิ์ การทำลายศาสนา หมายถึงการกล่าวสิ่งชั่วร้ายต่อบุคคล ทำร้ายบุคคล ฆ่าคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ดังนั้น ศาสนาคือคน การแช่งคนคือการแช่งศาสนา การทำร้ายคนคือการทำร้ายศาสนา นั่นเป็นความชั่วร้าย
บัดนี้พุทธศาสนา พุทธะ หมายถึง ผู้รู้ ร่างกายเปรียบเหมือนตุ๊กตา สติ สมาธิ ปัญญา คือการรู้ ดังนั้นพุทธะจึงหมายถึง สติ สมาธิ ปัญญา หรือจิตใจที่สะอาด สว่าง และสงบ ซึ่งมีอยู่ในคนทุกคนโดยไม่ยกเว้น
บัดนี้เรามาพูดถึงบาป บาปคือการไม่รู้ ความมืด ความโง่เขลา เรากลัวบาป แต่ทำไมเราจึงไม่ทำให้ตัวเราเองรู้แจ้ง เพื่อว่าเราจะได้เป็นอิสระจากความกลัวนั้น บุญคือการรู้อย่างแจ่มแจ้ง คนเมื่อเข้ามาชิดกับพระเกินไปเขากลัวบาป ดังกับว่าพระเป็นตัวบาปเสียเอง นั่นเป็นเพียงสมมติ บัดนี้เราไม่ต้องกลัวบาป ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะบาปได้แล้ว เราจะไม่มีโอกาสและไม่มีเวลาที่จะเอาชนะมันได้เลย อย่าได้กลัวบาป แต่ให้พยายามเอาชนะบาป นี้ไม่เกี่ยวกับการทำบุญ รักษาศีลหรือวินัย (ระเบียบของพระสงฆ์) การเจริญสติ คือธรรมะ คือวินัย คือศีล และคือทุกสิ่งทุกอย่าง เรารู้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเพราะเราเจริญสติ
ถ้าเราไม่เจริญสติ และเพียงแต่ศึกษา นั่นเป็นเพียงการจำมิใช่การเห็นแจ้งหรือการเห็นจริง การเจริญสติ คือการรู้แจ้งรู้จริง เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้ เขาจะสามารถรับรองตัวเองและคนอื่นได้ ใครที่ทำก็จะรู้เพราะว่าทุกคนรู้สิ่งเดียวกัน ความรู้คือสิ่งร่วมของการเจริญสติ ผลของการเจริญสติสามารถดับทุกข์ เราไม่ยึดติดในสมมติ เราจะไม่กลัวผี เราจะไม่กลัวเทวดา เราไม่ติดอยู่ในสมมติทั้งหมด เพราะว่าสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเราไม่ต้องกลัว ผีและเทวดาไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงสมมติ ผีคือคนที่พูด คิด หรือกระทำในสิ่งที่ชั่วร้าย เมื่อความโกรธเกิดขึ้น และเราสามารถหยุดความโกรธได้นั่นคือมนุษย์ เมื่อเราสามารถทำจิตใจของเราให้สงบและสะอาดตลอดเวลานั่นคือเทวดา เป็นจิตใจที่ควรแก่การเคารพ เมื่อเรารู้ในลักษณะเช่นนี้เราจะสามารถผ่านได้
ดังนั้น วิปัสสนามีวัตถุคือ อายตนะ ๖ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตใจ ขันธ์ ๕ นั่นจากตำรา อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เราเรียนจากตำรา เราศึกษาแต่เราไม่รู้ เราเพียงรู้จากความจำ เมื่อเรามาเจริญสติ การรู้เกิดขึ้น นั่นคือของจริง
วิปัสสนา
หมายถึงความรู้ภายในที่แจ่มชัด
การถอนรากขึ้นอย่างสิ้นเชิง
นี้คือการรู้ที่แท้จริง ใครที่ทำก็จะรู้
ใครที่เกิดมาเป็นมนุษย์สามารถทำได้
โดยไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนา
แต่เราต้องเข้าใจวิธีที่ถูกต้อง
ถ้าเธอไม่เจริญสติแล้วเธอก็จะไม่รู้
แม้ว่าเธอจะทำบุญ รักษาศีล
หรือปฏิบัติภาวนา
เพื่อความสงบเป็นอันมากก็ตาม
การรู้จะเกิดขึ้น
เพราะเหตุของการเจริญสติ
เมื่อเราใช้สติเฝ้าดูความคิด ความคิดเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตามเรารู้ เพราะเมื่อเราเคลื่อนไหวเรามีสติ ความคิดไม่มีตัวตนอยู่จริง เมื่อความคิดเกิดขึ้นเรามีสติและรู้ เหมือนดังแมวจ้องจับหนู เมื่อหนูโผล่มาแมวตะครุบหนูทันที อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเรามีสติในทุกอิริยาบถ เมื่อความคิดเกิดขึ้นเรารู้มัน เห็นมัน และเข้าใจมัน นี้หมายความว่า เราสามารถแก้มันและชนะมันได้ คนเฒ่าคนแก่กล่าวว่า การเอาชนะคนอื่นร้อยครั้งหรือพันครั้งไม่มีประโยชน์เท่าการเอาชนะตนเองเพียงครั้งเดียว การเอาชนะตนเองคือการเอาชนะความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้นเราเห็นมัน รู้มัน มันจะไม่สามารถแพร่ขยายได้ เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเกิดขึ้นเรารู้ เมื่อเราเจริญสติมากขึ้นๆ ญาณปัญญา การรู้แจ้งรู้จริงจะเกิดขึ้น
วัตถุ หมายถึง ของทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกและในตัวเรา เราต้องรู้มันให้หมด ปรมัตถ์ หมายถึง ของทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกและในตัวเรากำลังมีอยู่ เป็นอยู่ สัมผัสอยู่ เราต้องรู้มันให้หมด อาการ หมายความว่า ทุกสิ่งในโลกและในตัวเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราเข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งแล้ว เราเห็น รู้ เข้าใจ และสัมผัส โทสะ โมหะ โลภะ เพราะว่ามันเป็นวัตถุ-ปรมัตถ์-อาการ หลังจากที่รู้สิ่งนี้จิตใจจะอิ่มเอิบเบิกบานและสามารถเห็นเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ไม่เป็นทุกข์ พระที่แท้จริงเกิดขึ้นที่นี่
พระมิได้หมายถึงการที่เธอโกนศีรษะ แต่หมายถึง คุณภาพของจิตใจ ปรมัตถ์หมายถึงของจริง พระที่แท้จริงมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น ในวิถีอาการเจริญสตินี้ ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเป็นเหตุ ผลคือการรู้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด พระอาจหมายถึงครูผู้สั่งสอน เมื่อเรารู้สิ่งนี้และสอนสิ่งนี้ก็จะไม่มีทุกข์ พระที่แท้จริงย่อมรู้ สมมติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ อรรถบัญญัติ และอริยบัญญัติ จิตใจได้เปลี่ยนไป และเราจะรู้สิ่งนี้อย่างแท้จริง ถ้าเรารู้สิ่งอื่นก็จะไม่ถูกต้อง
ให้เราปฏิบัติต่อไปจะเกิดปีติ (ความยินดี) ขึ้น เรารู้สึกสบาย จิตใจโปร่งเบา เหมือนดังในความมืดมีแสงสว่างเกิดขึ้น หรือเหมือนดังสิ่งสกปรกกลับสะอาดอีกครั้งหนึ่ง หรือเหมือนดังสีดำและสีขาว หรือของหนักกลับเป็นเบา จิตใจได้เปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งมาสู่อีกสภาวะหนึ่ง เมื่อการรู้เกิดขึ้นการไม่รู้ก็หายไปทันที เมื่อคุณภาพของพระที่แท้จริงเกิดขึ้น คุณสมบัติของสิ่งที่มิใช่พระก็หายไปทันที เมื่อคุณสมบัติของการเป็นเทวดาเกิดขึ้น คุณสมบัติของการเป็นผีก็หายไปทันที เมื่อคุณสมบัติของมนุษย์เกิดขึ้น คุณสมบัติของสิ่งอื่นก็หายไปทันที มันเกิดและทดแทนกัน นี้เรียกว่าเกิดที่นี่และตายที่นี่ มิใช่การเกิดจากท้องแม่และตาย ในทางร่างกายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นเป็นการสมมติของ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เหมือนกัน
ปฏิบัติต่อไป มันจะเป็นเหมือนดังหม้อน้ำซึ่งมีน้ำอยู่เต็มปรี่ บัดนี้น้ำได้ถูกเอาออก เมื่อการรู้เกิดขึ้น สติก็จะลดน้อยลง ไม่เต็มเหมือนดังก่อน ในการปฏิบัติความรู้สึกตัวของเราเต็ม แต่เมื่อการรู้เกิดขึ้นมันจะยึดติดในการรู้นั้น มันจะยึดติดในอารมณ์ เมื่ออารมณ์ของการปฏิบัติเกิดขึ้นเรามีความมั่นใจ และมันเข้าไปอยู่ในความทรงจำ ในสมองของเรา และก็จะไม่ลืมอีกเลย ข้าพเจ้าได้รู้ถึงสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๔๖ ปี แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยลืมเลยแม้แต่น้อย ข้าพเจ้ารู้รูป-นาม ในตอนเช้า และรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตใจในตอนเย็น ข้าพเจ้ารู้สิ่งนี้อย่างแท้จริง และข้าพเจ้ามีความมั่นใจรับรองได้ว่า มันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอนสิ่งนี้ การทำบุญ การบริจาคทาน การรักษาศีล นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีในลักษณะหนึ่ง แต่การเรียนจากตำราเราไม่อาจจะรู้ถึงวิธีปฏิบัติการเจริญสติ การเกี่ยวข้องกับจิตใจได้อย่างแท้จริง
บุคคลที่ไม่รู้สอนบุคคลที่ไม่รู้ ผลก็คือการไม่รู้ ส่วนผู้รู้สอน ผลก็คือการรู้ เพราะทุกคนมีอยู่ ทุกคนสามารถเป็นพระที่แท้จริงได้ไม่ว่า ผู้หญิง ผู้ชาย หรือเด็ก ถ้าเขารู้เขาจะกลายเป็นพระ บุคคลที่ประเสริฐอย่างแท้จริง ดังนั้นพระคือพรชนิดหนึ่ง เพราะเขาสอนประชาชนให้รู้ พรหมายถึงความประเสริฐ การให้ธรรมะเป็นทาน หรือการให้ความรู้เป็นทาน เรียกว่าความรู้ที่ประเสริฐ นี้คือหนทางของบุคคลที่ประเสริฐโดยแท้
เมื่อเราเจริญสติ และรู้ถึงการเคลื่อนไหวมากขึ้นๆ ญาณปัญญาจะเกิดขึ้น เมื่อญาณเกิดขึ้นเธอจะรู้อย่างแท้จริง เธอไม่ต้องจำมาจากตำรา เธอจะรู้กิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรม เมื่อเห็นแจ้งเห็นจริง กิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรมจะลดลง และจางหายไป เมื่อเรารู้จุดนี้ เราไม่ต้องไปเชื่อคนอื่น คนที่เห็นมันก็จะมีมัน สมมติว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาและทรงบอกแก่เธอว่าการปฏิบัตินี้ไม่ถูกต้อง เธอก็จะไม่เชื่อพระพุทธเจ้าเพราะว่ามันเป็นของจริง เมื่อญาณปัญญาเกิดขึ้น เธอจะมีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
เมื่อเธอรู้จุดนี้ปีติจะเกิดขึ้นอีก เมื่อข้าพเจ้ารู้จุดนี้ระหว่างการปฏิบัติข้าพเจ้าได้เข้านอน เมื่อตื่นขึ้นข้าพเจ้าได้กลับมาเดินจงกรมอีก เหตุคือการเดินจงกรมกลับไปกลับมา ผลคือการรู้ได้เกิดขึ้นอีก ข้าพเจ้าเดินกลับไปกลับมาและเกิดการรู้ ในขณะนั้นมีตะขาบตัวหนึ่งวิ่งผ่านทางเดินของข้าพเจ้า ตะขาบเป็นเหตุ ผลคือข้าพเจ้าเห็นตะขาบ ข้าพเจ้าเดินไปจุดเทียนไขและพยายามหาตะขาบ เมื่อข้าพเจ้าหาตะขาบไม่พบ ข้าพเจ้าจึงถือเทียนไขกลับมา และเริ่มต้นเดินจงกรมอีก การเดินจงกรมเป็นเหตุ ผลคือการรู้ ศีล ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ การรู้เกิดขึ้นว่า ขันธ์หมายถึงภาชนะที่รองรับ รองรับหรือต่อสู้ เธอสามารถต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับเมื่อภาชนะดีและเธอนำไปตักน้ำ เธอก็จะได้น้ำมาดื่ม แต่ถ้าภาชนะมีรอยรั่ว เธอนำไปตักน้ำ เธอก็จะไม่ได้น้ำ
ตามตำราเรียกสิ่งนี้ว่า อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา (ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรม “ในทางความประพฤติอย่างสูง, ในทางจิตเพื่อให้เกิดสมาธิอย่างสูง, ในทางปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูงหรือหลุดพ้น”) เราสามารถนำตำราและประสบการณ์มาเปรียบเทียบกัน นี้เรียกว่าศีลเกิดขึ้น ดังนั้นศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ศีลมีอยู่แล้วในตัวของเรา ดังนั้นศีลชนิดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาศีล แต่เกี่ยวข้องกับการเจริญสติ เมื่อเราปฏิบัติการเจริญสติแบบนี้ ผลของมันจะเกิดขึ้นอย่างนี้ เมื่อเรารู้จุดนี้เราจะเข้าใจว่าศีลสามารถกำจัดกิเลสอย่างหยาบได้อย่างแท้จริง เมื่อกิเลสอย่างหยาบถูกขจัดออกไป ศีลก็เกิดขึ้น เหมือนกับเมื่อเราปลูกต้นผลไม้ เช่น กล้วยมะพร้าว หรือต้นตาล รากมีอยู่แล้วแต่เราต้องคอยจนกระทั่งมันงอกออกมา เราจึงจะเห็น เมื่อเราเห็นนั่นก็คือผล
โปรดปฏิบัติการเจริญสติด้วยความพากเพียรและด้วยความอุทิศตัว ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไรเราไม่ต้องสนใจ แม้ว่าเธอจะทำบุญและบริจาคทานเป็นจำนวนมาก เธอก็จะไม่รู้ถึงประสบการณ์นี้ แม้ว่าเธอจะศึกษามากเธอก็จะไม่รู้เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ สิ่งนี้สามารถแก้ทุกข์ได้อย่างแท้จริง เมื่อเราสามารถแก้ทุกข์ได้ ไม่ว่าเราจะไปที่ใด เราก็จะมีแต่ความสบาย ถ้าเราเป็นพ่อแม่ เป็นครู เป็นเด็ก เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นพระภิกษุ เป็นสามเณร หรือเป็นใครก็ตาม เราก็จะมีแต่ความสบาย เพราะว่าโทสะ โมหะ โลภะ ได้หายไป ความยึดมั่นถือมั่นได้หายไป แต่เราต้องทบทวนอารมณ์นี้อยู่บ่อยๆเพื่อจะได้ไม่ลืม แต่เมื่อเธอเห็นอย่างแท้จริงเธอก็จะไม่ลืม ข้าพเจ้าได้เห็นมันและข้าพเจ้าไม่เคยลืมอีกเลย
บัดนี้เรามารู้สมถะ หรือการทำความสงบ ความสงบมี ๒ ชนิด ความสงบแบบสมถะ คือความสงบของการไม่รู้ ดังนั้น สมถกรรมฐานจึงเป็นอุบายที่จะทำจิตใจให้สงบ วิปัสสนา หมายถึงการเห็นอย่างแจ่มชัด การรู้อย่างแท้จริง มันเป็นความสงบด้วยเหมือนกันแต่เป็นความสงบอีกชนิดหนึ่ง ด้วยการเจริญสติ ความสงบจะเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง เพราะว่ามันมีอยู่แล้ว ความสงบที่เกิดขึ้นคือความไม่ยึดติด การไม่มีโทสะ โมหะ โลภะ
เมื่อคนมาพูดอะไรกับเรา สติจะมาทันทีเปรียบเหมือนกับมีเก้าอี้เพียงตัวเดียว แต่มีคนสองคนวิ่งเข้ามาแย่งกันนั่ง เมื่อสติเกิดขึ้น สติก็จะนั่งอยู่ที่นั่น โทสะ โมหะ โลภะ ไม่สามารถจะมาได้ เพราะว่า สติ สมาธิ ปัญญา อยู่ที่นั่นแล้ว มันเต็ม ความเต็มมีอยู่ที่นั่นแล้ว ความ
ด้วยการเจริญสติ ความสงบจะเกิดขึ้น
ด้วยตัวของมันเอง เพราะว่ามันมีอยู่แล้ว
ความสงบที่เกิดขึ้นคือความไม่ยึดติด
การไม่มีโทสะ โมหะ โลภะ
ว่างก็มีอยู่ที่นั่นแล้วเหมือนกัน เหมือนกับแก้วที่ว่างเปล่าซึ่งมีอากาศอยู่ข้างใน แต่เราไม่สามารถเห็นอากาศนั้น เมื่อเราเทน้ำลงไปในแก้ว น้ำจะเข้าไปแทนที่อากาศทั้งหมด เรื่องของสติก็เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าสามารถยืนยันรับรองแก่เธอได้จริงๆ สมมติว่ามีคนบางคนมาพูดสิ่งที่ไม่ดีต่อเรา สติจะมาและเราจะเห็นมันชัดเจน พ่อแม่สอนเราว่าถ้ามีคนมาแช่งด่าเราหรือพูดไม่ดีแก่เรา เราควรจะอดทนและไม่โกรธ แต่ไม่สามารถอยู่เฉยได้เพราะว่าเราไม่เห็นมัน เมื่อไม่มีใครมากล่าวร้ายต่อเรา เรารู้สึกสบายอยู่แล้วเพราะความสบายมีอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับสิ่งซึ่งเราสมมติเรียกว่าเป็นเจ้าของของแต่ละคนจะปฏิบัติและทำให้มันเกิดขึ้น เมื่อเราปฏิบัติการรู้อย่างแจ่มแจ้งและการเห็นอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้น ข้าพเจ้าสามารถยืนยันรับรองแก่ทุกคนได้ ถ้าคนที่ไม่ได้เจริญสติ และไม่ได้ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น บุคคลผู้นั้นจะไม่มีมัน แต่มันก็มีอยู่ที่นั่นแล้ว ดังนั้นเราจึงควรเคารพซึ่งกันและกัน
ภายหลังรู้ศีลแล้วเราจะรู้กาม กาม (“ความใคร่, ความอยาก, สิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนา”) หมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความสงบ กามคือความยึดติดนี้เรียกว่า กามารมณ์ นี้เรียกว่า กามาสวะ อยู่ภายใต้การควบคุมของกาม ภวาสวะ อยู่ภายใต้การควบคุมของภพ (ความเป็น) หรือทุกข์ นี้คือภพ และชาติ (ความเกิด) อวิชชาสวะ อวิชชา คือการไม่รู้ บัดนี้เรามารู้กาม ซึ่งได้แก่ เทวดา คนมั่งคั่ง คนมีอำนาจ เขายึดติดในชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ บุคคลเหล่านี้ที่มีกาม ข้าพเจ้าไม่ได้ตำหนิใคร ข้าพเจ้าเพียงแต่สอนตรงๆ เธออาจนำไปปฏิบัติหรือเธออาจไม่นำไปปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับตัวเธอ เมื่อเรารู้กาม เราเห็นว่ากามเป็นทุกข์ กามาสวะเป็นทุกข์ ภวาสวะเป็นทุกข์ อวิชชาสวะเป็นทุกข์เพราะเหตุแห่งการไม่รู้ เรารู้สมถกรรมฐานด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าคนจะพูดในลักษณะใดก็ตาม เรารู้เรื่องความสงบจริงๆ เรารู้ขั้นตอนของมันทั้งหมด เพราะว่ามันมีอยู่แล้วในตัวของเรา เราเปิดของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น เราเปิดสิ่งที่ถูกปิดอยู่ นั่นคือการสอนวิธีปฏิบัติ วิธีของการเคลื่อนไหวด้วยมือวิธีของการพลิกมือ
นี้คือการปฏิบัติแบบอุกฤต ข้าพเจ้าไม่ได้สอนสิ่งนี้ตามตำราอาจจะขัดแย้งหรือไม่ขัดแย้งกับตำรา แต่ข้าพเจ้าก็จะพูดอย่างนี้ เพราะว่าถ้าทำอย่างนี้เธอก็จะรู้อย่างนี้ ถ้าเธอศึกษาจากตำราเมื่อถูกถามถึงเรื่องความจริงเธอจะไม่รู้ ครูอาจารย์ของข้าพเจ้าเป็นจำนวนมากไม่รู้ การเคลื่อนมือเป็นเหตุ ผลคือปัญญาที่เกิดขึ้น เหตุและผลไปด้วยกัน
หลังจากรู้สิ่งนี้ เรารู้เกี่ยวกับบุญและบาป สำหรับการทำชั่วทางกาย เรารู้ว่ามันเป็นบาปกรรมอย่างไร และถ้ามีนรกจริงๆ แล้วเราจะตกนรกขุมไหน สำหรับการทำชั่วทางใจ เรารู้ว่าเป็นบาปกรรมอย่างไร และถ้ามีนรกจริงๆ เราจะตกนรกขุมไหน สำหรับการทำชั่วทางกาย วาจา และใจพร้อมกัน เรารู้ว่ามันเป็นบาปกรรมอย่างไร และถ้ามีนรกจริงๆ เราจะตกนรกขุมไหน
สำหรับการทำดีทางกาย เรารู้ว่ามันเป็นบุญอย่างไร และถ้ามีสวรรค์ หรือนิพพานจริงๆ เราจะไปชั้นไหน สำหรับการทำดีทางวาจา เรารู้ว่ามันเป็นบุญอย่างไร และถ้ามีสวรรค์หรือนิพพานจริงๆ เราจะไปชั้นไหน สำหรับการทำดีทางใจ เรารู้ว่ามันเป็นบุญอย่างไร และถ้ามีสวรรค์หรือนิพพานจริงๆ เราจะไปชั้นไหน สำหรับการทำดีทางกาย วาจา และใจพร้อมกัน เรารู้ว่ามันเป็นบุญอย่างไร และถ้ามีสวรรค์หรือนิพพานจริงๆ เราจะไปชั้นไหน
การเขย่าธาตุรู้มีอยู่แล้วในคนทุกคน การเจริญสติสามารถใช้ได้กับคนทุกคน ถ้าเธอไม่เชื่อโปรดทดลองดู ข้าพเจ้าสามารถรับรองได้ว่าไม่เกิน ๓ ปี และเธอจะรู้ เปรียบเหมือนเมล็ดข้าวที่เต็มและสมบูรณ์ที่เราหว่านลงในท้องนา ถ้าเราปฏิบัติไม่ถูกต้องก็เปรียบเหมือนเมล็ดข้าวเปลือกที่ไม่มีเนื้อใน ถ้าเธอขุดไม่ถูกที่เธอจะไม่ได้น้ำ ถ้าเธอขุดถูกที่ เธอจะได้น้ำจริงๆ การปฏิบัติชนิดนี้ถ้าเธอทำอย่างถูกต้องเธอจะได้รับผลจริงๆ ถ้าเธอปฏิบัติไม่ถูกต้องเธอก็จะไม่ได้รับผล
เมื่อการปรากฏเกิดขึ้นเรารู้เกี่ยวกับธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ และลม มันมาด้วยกัน เมื่อเรารู้สิ่งนี้การปรากฏจะเกิดขึ้น เรารู้ที่สุดของทุกข์ ที่สุดของทุกข์อยู่ที่นี่ มันจะรื้อถอนทั้งหมดและทุกสิ่ง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ได้เชื่อใคร เมื่อเรามาถึงที่สุดเราจะมีญาณ
ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ เมื่อกิเลสอย่างหยาบสิ้นสุดลง ศีลจึงเกิดขึ้น สมาธิคือเครื่องจำกัดกิเลสอย่างกลาง เมื่อเรารู้กิเลสอย่างกลางแล้วเรารู้สมาธิ ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่าญาณปัญญา เพราะมันมีอยู่ในตัวเรา เราจึงรู้จักมัน ถ้ามันไม่มีอยู่ในตัวของเรา เราจะไม่รู้ ข้าพเจ้าสามารถยืนยันแก่เธอได้ว่าทุกคนรู้ได้โดยไม่ยกเว้น ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย หรือนับถือศาสนาใดๆ ขณะเมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติวิธีนี้ข้าพเจ้ามิได้เป็นพระภิกษุ บางครั้งข้าพเจ้านุ่งกางเกงขาสั้น บางครั้งข้าพเจ้านุ่งกางเกงขายาว ภายหลังเมื่อรู้ธรรมะแล้วข้าพเจ้าได้สั่งสอนพี่น้อง พ่อแม่ น้าอา เป็นเวลา ๓ ปี พวกเขาได้รู้แต่รู้น้อยๆ พวกเขาได้รู้ความเป็นพระที่แท้จริง รู้ความเป็นพระโดยสมมติ รู้สมมติบัญญัติ ปรมัตถบัญญัติ อรรถบัญญัติ และอริยบัญญัติ จิตใจได้เปลี่ยนจากปุถุชนเป็นอริยะ
กล่าวกันว่านิพพาน คือ ตทังคปหาน (“การละกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม”) วิขัมภนปหาน (“การละกิเลสด้วยการข่มไว้ด้วยญาณ”) สมุจเฉทปหาน (“การละกิเลสด้วยการตัดขาดด้วยโลกุตตรมรรค”) ตทังคปหาน คือการรู้จักตัวเองโดยตลอด ความรู้มีอยู่ด้วยกัน ๔ ขั้น ขั้นที่ ๑ เรารู้จนกระทั่งถึงที่สุดของทุกข์ แต่เรารู้เพียงเวลาสั้นๆ มันไม่คงอยู่นาน ขั้นที่ ๒ เรารู้นานขึ้น เหมือนแสงของตะเกียงที่ใหญ่ขึ้น ขั้นที่ ๓ เรารู้นานขึ้นอีกเหมือนแสงตะเกียงที่ใหญ่ขึ้นอีก และขั้นที่ ๔ เมื่อเรารู้เรารู้ถึงที่สุดของทุกข์ และมันอยู่ที่นั่นตลอดเวลา เปรียบเหมือนกับแสงของตะเกียงที่สว่างเต็มที่ หรือแสงของดวงอาทิตย์ซึ่งสว่างไสวที่สุด
ญาณ มี ๔ ชนิด เราต้องรู้มันจริงๆ นี้คือการเรียนรู้และการปฏิบัติ การเรียนรู้หมายถึงการเคลื่อนมือ การปฏิบัติ หมายถึงการพลิกมือขึ้นและลง หลังจากการเรียนรู้และปฏิบัติวิธีนี้ ผลจะเกิดขึ้นและเราจะไม่มีความสงสัยเพราะว่าเรารู้ทั้งหมด เรารู้ถึงที่สุดของทุกข์
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเพียงคำพูด ถ้าเราต้องการมันในการปฏิบัติ เราต้องมาที่เหตุ นั่นคือปฏิบัติโดยการเคลื่อนไหว จนกระทั่งปัญญาเกิด เมื่อปัญญาเกิดขึ้น และเมื่อเราพูดถึงปฏิจจสมุปบาท เราจะรู้มันทันที
บัดนี้เรามาถึงบทสรุป เราปฏิบัติการเจริญสติ และเราเห็นความคิด เราเห็นจิตใจ เราปฏิบัติเช่นเดียวกับนักมวย เมื่อนักมวยอยู่บนเวทีเขาต้องชก เราทำมันบ่อยๆ ทีละขั้นๆ เราทำเหมือนกับลูกบอลในสนาม เมื่อคนไม่หยุดเตะลูกบอล ลูกบอลก็ยังคงกลิ้งต่อไป เมื่อคนหยุดเตะ ลูกบอลก็จะหยุดนิ่งโดยตัวของมันเอง มันไม่ต้องต่อสู้หรือหลบหนี เราออกจากความมืด เราออกจากถ้ำ และเราอยู่ในความสว่างไสว เราเห็นชีวิตจิตใจของเราตลอดเวลา เมื่อจิตใจเคลื่อนไหวเรารู้มัน สติปัญญาอยู่ที่นั่นในทันที เป็นเครื่องป้องกันจากอันตรายทั้งมวล และแม้ว่าโลกของคนอื่นจะโกลาหลและเร่าร้อน แต่สำหรับเราแล้วโลกทั้งโลกมีแต่สันติสุข ให้เป็นเช่นนั้น