3.และแล้ว ก็จะไม่ถูกแผดเผาอีก

            และแล้ว
            ก็จะไม่ถูกแผดเผาอีก
           
            วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่เราได้มาประชุมกัน เพื่อฟังข้าพเจ้าพูดเกี่ยวกับความจริง สิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูดต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ประสบมา ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติมันและผลที่ข้าพเจ้าได้รับก็คือ ข้าพเจ้าไม่มีทุกข์ ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเธอทั้งหมดในที่นี้คงจะปรารถนาความไม่มีทุกข์เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ในความเป็นจริงในภาวะที่แท้จริงแล้ว ทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เราทุกข์เพียงเพราะเราไม่รู้มันเท่านั้น พวกเธอทั้งหลายที่ฟังข้าพเจ้าพูดอยู่ในบัดนี้ ไม่มีโทสะ ไม่มีโลภะ และไม่มีโมหะ ภาวะดั้งเดิมของจิตใจของมนุษย์ในทุกชาติและทุกภาษาย่อมเป็นเช่นนั้น โปรดตั้งใจฟังและนำไปปฏิบัติ

            ขั้นแรกที่สุดนั้น เราจะต้องกระทำความรู้สึกตัว คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ดังนั้นเขาจึงพยายามค้นหาความสงบ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ข้าพเจ้าก็ได้กระทำเช่นนั้นมาก่อน ข้าพเจ้าเคยเสาะหาความสงบ แต่ก็ไม่รู้ว่าความสงบนั้นอยู่ที่ไหน บัดนี้ ข้าพเจ้าอยากจะพูดถึงความสงบอีกชนิดหนึ่ง ความสงบที่เป็นอิสระจากการไม่รู้เพราะเรารู้และเพราะเราตื่นตัว ความสงบที่เป็นอิสระจากความไม่สงบ ที่เป็นอิสระจากความสงสัย เมื่อเราปฏิบัติความรู้สึกตัวอย่างถูกวิธี เราจะรู้ถึงสิ่งสมมติทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลก เพราะว่าความรู้สึกตัวนั้นนำมาซึ่งปัญญา
            ปัญญา มีอยู่สี่ชนิดด้วยกัน คือ รู้โดยการจำ รู้โดยการรู้จัก รู้อย่างแจ้งชัด และรู้อย่างแท้จริง และปัญญาทั้งหมดเหล่านี้มีอยู่ในคนทุกคน สัจจะ หมายถึงความจริง การรู้ธรรมะมีอยู่สี่ระดับ คือ การรู้สมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ อรรถสัจจะ และอริยสัจจะ และสิ่งนี้สามารถทำให้ใครก็ได้กลายเป็นบุคคลที่สูงส่งขึ้นมาโดยไม่จำกัดชนชั้นหรือภาษา ขั้นแรกที่สุดคือ โสดาบัน ขั้นที่สอง สกิทาคามี ขั้นที่สาม อนาคามี และขั้นที่สี่ อรหันต์
            บัดนี้ ในขั้นต้นของการปฏิบัติเรารู้ วัตถุ  (สิ่งที่มีอยู่) เรารู้ ปรมัตถ์  (สิ่งที่กำลังมีอยู่ เป็นอยู่ สัมผัสอยู่) เรารู้ อาการ (การเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่กำลังมีอยู่) จิตใจจะเปลี่ยนเป็นอริยะ (ประเสริฐ) เพราะเราเห็นที่มาของ โทสะ โมหะ โลภะ อย่างแจ่มแจ้ง และรู้ต้นตอของ เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ (การรู้สึก-การจำได้-การปรุงแต่ง-การรู้อารมณ์) อย่างชัดเจน นี้เรียกว่า รู้แจ้งรู้จริงด้วยญาณปัญญา (ความรู้ของการรู้) ที่เกิดขึ้นจากการเจริญสติ
            ขั้นต่อไปใช้สติมาดูจิตใจ ปัญญาจะเกิดขึ้น และเราจะรู้ที่มาของกิเลส (ยางเหนียว) ตัณหา (ติด, หนัก) อุปาทาน (ยึดถือ, ยึดติด) และกรรม (การกระทำและเสวยผลที่ทำนั้น) ต่อไปใช้สติดูจิตใจอีก ไม่ว่าความคิดอะไรเกิดขึ้น เห็นมันทันที และเราจะรู้ถึงความลวงหลอก รู้ทันเวลา รู้การป้องกัน และรู้การแก้ไข เราจะรู้สึกถึงการเอาชนะความคิดปรุงแต่ง ศีลจะเกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง
            ไม่ใช่คนดอกที่รักษาศีล แต่ศีลต่างหากที่รักษาคน ศีลแปลว่าปกติ เมื่อใดก็ตามที่จิตใจคิดผิดปกติ เราเห็นความคิดนั้นทันที นี้เรียกว่าศีลรักษาคน คนที่รักษาศีลจะไม่รู้ถึงการปรากฏของจิตใจนี้ ดังนั้น ศีลจึงเป็นเครื่องจำกัดกิเลสอย่างหยาบ ทำลายโทสะ โมหะ โลภะ ทำลายกิเลส ตัณหา และอุปาทาน ศีลจึงปรากฏ
            สมาธิเป็นเครื่องจำกัดกิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างกลางคือ ความยึดติดในความสงบ ข้าพเจ้าได้กระทำภาวนาด้วยลมหายใจมาแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความสงบแต่เป็นความสงบชนิดที่อิงอยู่บนโมหะ ข้าพเจ้ากระทำไปอย่างนั้นก็เพราะข้าพเจ้าไม่รู้จักความสงบที่แท้จริงในเวลานั้น บัดนี้ข้าพเจ้ารู้จักความสงบแล้ว ความสงบที่แท้จริง คือการเห็นอย่างแจ่มชัด การรู้อย่างแท้จริง และการเข้าใจอย่างแท้จริง ความสงบชนิดนี้ทุกคนสามารถทำได้ เมื่อเขารู้ที่มาของโมหะ ไม่ว่าเธอจะเป็นครู นักศึกษา พ่อค้า หรือแม่บ้าน เธอสามารถปฏิบัติได้ ทุกคนต้องการความสงบและความสงบชนิดนี้ ไม่ว่าเธอจะทำงานอะไรก็ตาม เธอก็ยังคงมีอยู่ เพราะว่าเธอรู้ถึงที่มาของโมหะ เราไม่จำต้องนั่งหลับตาเพื่อหาความสงบ แต่เราสามารถมีความสงบได้ในสังคม ขณะนี้ เมื่อใดก็ตามที่ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้น สมาธิจะเห็นมันทันที สมาธิมิได้หมายถึงการนั่งหลับตา สมาธิหมายถึงการตั้งจิตใจ เพื่อที่จะดูจิตใจของเราเอง เพื่อที่จะดูการงานของเราเอง
            บัดนี้ ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด เรารู้กิเลสอย่างละเอียด เมื่อเรารู้ต้นตอของความคิดในทุกขณะที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่าเราทำอะไร ในขณะนี้เรามีความปกติในคำพูดและในจิตใจ เมื่อเงื่อนไขทั้งหมดเหล่านี้มารวมตัวกันเข้าจะเกิด ญาณ (ความรู้) ชนิดหนึ่งขึ้น และมันจะแตกออกจากตัวของบุคคลนั้น ผู้ที่ปฏิบัติจะรู้โดยตัวของเขาเอง พวกเธอทั้งหมดที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ในขณะนี้ยังไม่มีญาณ แต่ความไม่ทุกข์และความไม่สุขก็มีอยู่แล้ว เมื่อเราไม่มีญาณ เราไม่รู้จักมันเราจึงแสวงหาความสงบ บัดนี้ ขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่ในที่นี้ ลองมองดูที่จิตใจของเธอเอง เธอไม่มีความอิจฉาริษยา ความมุ่งร้าย ความก้าวร้าว จิตใจของเธอขณะนี้มีความเฉยๆ ไม่มีทุกข์และไม่มีสุข อยู่เหนือดีและชั่ว ภาวะนี้มีอยู่ในคนทุกคน และนี้คือความสงบซึ่งทุกคนกำลังเสาะแสวงหา
            บุคคลบางคนที่ไม่รู้แล้วมาสอนคนอื่น คนจำนวนมากติดตามเขาและนั่งหลับตา พยายามค้นหาความสงบ นี้คือการพยายามที่จะเอาบางสิ่งซึ่งไม่มีอยู่จริง การพยายามที่จะทำบางสิ่งซึ่งไม่อาจเป็นจริงให้เป็นจริง มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น นั่นเป็นเพียงภาวะของความหลง บัดนี้เรามารู้จักสิ่งที่เป็นจริง นี้เรียกว่า อุเบกขา (การวางเฉย) มันมีอยู่ในจิตใจของเราเอง เปรียบเหมือนบางสิ่งที่ถูกปกคลุมไว้ บัดนี้เมื่อเรามาเห็นจิตใจของเราเอง เปรียบเหมือนบางสิ่งที่ถูกปกคลุมไว้ บัดนี้เมื่อเรามาเห็นจิตใจของเราเอง มันจึงถูกเปิดเผยออก
            ดังนั้น เราจึงไม่ต้องทำอะไรกับความสงบ เพราะว่า มันมีอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องรู้เพียงอย่างเดียวก็คือ รู้วิธีของการปฏิบัติ วิธีการปฏิบัติคือรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย เราไม่ต้องมาเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของลมหายใจ ให้เรารู้การเคลื่อนไหวของร่างกายและเห็นการเคลื่อนไหวของจิตใจ
            ลมหายใจไม่เคยดีใจหรือเสียใจ มันไม่เคยเกลียดใครหรือชอบใคร สิ่งที่โกรธคือจิตใจที่กำลังนึกคิดอยู่ สิ่งที่พึงพอใจก็คือจิตใจที่กำลังนึกคิดอยู่เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราเพียงมาดูที่จุดนี้ การดูที่จุดนี้ก็คือ การรู้ตัวถึงความคิด ในการดูความคิดนั้นอย่าเข้าไปในความคิด ทันทีที่มันคิดให้ถอนตัวออกจากความคิดนั้น เช่นเดียวกับแมวที่ตะครุบหนู เราไม่จำเป็นต้องสอนแมวให้จับหนู แต่เมื่อใดก็ตามที่หนูมาแมวจะจับทันที การรู้อย่างชัดแจ้งและการรู้อย่างแท้จริงก็เป็นเช่นเดียวกัน คนส่วนมากเข้าใจปัญญาเพียงโดยการจำและการรู้จัก แต่มีน้อยคนนักที่รู้อย่างแจ่มแจ้งและรู้อย่างแท้จริง บุคคลที่จะรู้อย่างแจ่มแจ้งและรู้อย่างแท้จริงจะต้องใช้ความพยายามเสมอ ไม่ว่าเขาจะไปที่ใดเขาคอยเฝ้าดูความคิดเสมอ ไม่ว่าไปเข้าห้องน้ำ กินอาหารหรือทำอะไรก็ตาม เขาคอยดูความคิด เมื่อเราเฝ้าดูความคิดมากเข้าเหมือนแมวที่เฝ้าคอยหนูแล้ว เมื่อความคิดเกิดขึ้น สติหรือปัญญาจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งในทันที นี้เรียกว่า ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด
            เมื่อเรามาถึงจุดนี้ เหมือนกับของที่ซ่อนอยู่ถูกเปิดเผยออก และเราจะรู้ศาสนาทุกศาสนา เราจะเห็นด้วยความเข้าใจของเราเองถึงคำสอนของทุกศาสนา เราจะเข้าใจศาสนาฮินดู หรือศาสนาคริสต์ ที่เราไม่เข้าใจในขณะนี้ก็เพราะเราเพียงแต่จำมาจากตำรา นั่นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่งเท่านั้น บัดนี้เรามาศึกษาที่ตัวของเราเอง ความจริงมีอยู่ในตัวของเรา ตำราเป็นเพียงคำพูดของบุคคลอื่น เรามาเห็นจิตใจของเราเอง และเราก็จะเป็นผู้รู้อีกคนหนึ่ง
            ข้าพเจ้าขอยุติในบัดนี้ ผู้ที่มีปัญหาสงสัยขอได้โปรดถาม
            ผู้ฟัง : หลวงพ่อสอนว่า เมื่อเราไปเข้าห้องน้ำ เราเฝ้าดูความคิดด้วย เราเฝ้าดูการเดินของเรา หรือเราเฝ้าดูความคิด หรือเราเฝ้าดูอะไรกันแน่
            หลวงพ่อ : ความคิดเกิดขึ้นแม้เมื่อเราไม่ได้ใส่ใจกับมัน ดังนั้นเมื่อมันเกิดขึ้น เราจะเห็นมัน เราจะรู้มัน เราจะเข้าใจมัน ถ้าเราใส่ใจกับมันมากเกินไป พยายามที่จะเห็นมัน มันจะไม่คิด ดังนั้นเราควรจะปฏิบัติในลักษณะเฉยๆ เมื่อมันคิดเราจะรู้มัน สมาธิ ก็คือความรู้สึกตัวนี้ด้วย เมื่อเรามีความรู้สึกตัวนั่นคือสมาธิ เมื่อมันคิดและเราเห็นความคิด นั่นคือสมาธิ
            ผู้ฟัง : เมื่อกระผมนั่ง กระผมสามารถเฝ้าดูความคิด แต่เมื่อกระผมเดินไปเข้าห้องน้ำและตั้งใจดูความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้น กระผมควรจะหยุดเดินแล้วดูความคิด หรือว่ากระผมควรทำอย่างไร
            หลวงพ่อ : เธอไม่ต้องหยุดเดิน เพียงแต่รู้สึกตัว เมื่อเรามีความรู้สึกตัวนั่นคือสมาธิ ไม่ว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างไร เราจะรู้มัน ความคิดที่เราไม่ได้ตั้งใจจะเกิดขึ้นโดยตัวของมันเอง เมื่อเราไม่เห็นมันเราจะติดอยู่กับมัน และนี้คือทุกข์ ดังนั้น เรามารู้ที่สาเหตุของทุกข์   โดยปกติแล้วจิตใจของเราอยู่เฉยๆ มันสามารถคิดโดยไม่มีทุกข์ และเราก็รู้ว่ามันคิดโดยไม่มีทุกข์ แต่เมื่อเราไม่เห็นความคิด เราตามความคิด เราเข้าไปอยู่ในความคิด เราเข้าไปอยู่ในถ้ำ และนั่นคือทุกข์ การดูความคิดเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับคนที่เข้าใจแล้ว การเห็นความคิดไม่เกี่ยวข้องกับชนิดของการงานที่เราทำอยู่ เราสามารถเขียนหนังสือ และเมื่อความคิดเกิดขึ้นเราเห็นมัน เมื่อเราเดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเมื่อขณะเราอาบน้ำ และมันคิด เราเพียงแต่เห็นมัน ดังนั้น เราไม่ต้องทำอะไรกับความสงบ เพราะว่าความสงบเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ความสงบที่แท้จริงก็คือ ขณะเมื่อเราเห็นความคิด
            ผู้ฟัง : เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องหยุดคิด
            หลวงพ่อ : ถูกต้อง เพียงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของจิตใจ อย่าไปบังคับจิตใจไม่ให้คิด อย่าไปพยายามป้องกันหรือกำจัดความคิด คนส่วนใหญ่ต้องการทำจิตใจให้สงบ เขาเหล่านั้นไม่ต้องการให้จิตใจคิด นั่นเป็นความเข้าใจของคนอื่น แต่ในทัศนะของข้าพเจ้าแล้ว เราควรปล่อยให้จิตใจนึกคิด ยิ่งมันคิดมากเราก็ยิ่งรู้
            อุปมาเหมือนขณะเราขุดบ่อน้ำ น้ำในตอนแรกนั้นจะเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ดังนั้นเราจึงต้องวิดน้ำออกครั้งแล้วครั้งเล่า เราไม่ไปปิดกั้นตาน้ำที่ไหลออกมา แต่เราไปให้น้ำไหลออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และเราวิดน้ำสกปรกออกเรื่อยๆ เราทำความสะอาดที่ปากบ่อและวิดน้ำออกอีก เราทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เราทำจนกระทั่งสิ่งสกปรกทั้งหมด หมดไป และน้ำที่ไหลออกจากตาน้ำใสสะอาดและบริสุทธิ์ ถ้ามีสิ่งใดตกลงไปในบ่อน้ำที่ใสสะอาดนี้เราจะเห็นและรู้ในทันที
            ดังนั้น เราจึงไม่ต้องไปห้ามจิตใจไม่ให้คิด บางครั้งมันคิดสิ่งนี้ บางครั้งมันคิดสิ่งนั้น แต่เราเพียงเห็นมันในทันที เหมือนดังแมวที่ตะครุบหนู และมันยิ่งคิด เราก็ยิ่งเอามันออก เมื่อความคิดเกิดขึ้น  เราเห็นมัน นั่นเป็นสิ่งสำคัญ
            ผู้ฟัง : เมื่อเรานอนหลับและเมื่อเราตื่น เราดูความคิดแบบเดียวกันหรือไม่
            หลวงพ่อ : แบบเดียวกัน เมื่อเราไม่เห็นความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้นในตอนกลางวันเราไม่รู้มัน ในตอนกลางคืนเรานอนหลับและเราฝันเราก็ไม่รู้มันด้วย บัดนี้เมื่อเราเห็นความคิด ไม่ว่าเราไปที่ไหน เมื่อความคิดเกิดขึ้นเรารู้มัน ในตอนกลางคืนเรานอนหลับและเมื่อมันคิดเราก็รู้มันด้วย
            ผู้ฟัง : กระผมยังคงงุนงงสงสัยอยู่ เราควรจะดูความคิดหรือเราควรจะดูตัวเราเอง
            หลวงพ่อ : เป็นสิ่งเดียวกัน เราอาจเรียกมันว่าดูความคิด และเราก็รู้สึกตัวของเราในขณะเดียวกัน
            ทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
            เราทุกข์เพียงเพราะเราไม่รู้มันเท่านั้น
            เมื่อเราไม่เห็นความคิด
            เราตามความคิด เราเข้าไปอยู่ในความคิด
            เราเข้าไปอยู่ในถ้ำ และนั่นคือทุกข์...
            ความสงบที่แท้จริงก็คือ
            ขณะเมื่อเราเห็นความคิด
            ผู้ฟัง: กระผมใคร่จะให้หลวงพ่ออธิบายความแตกต่างระหว่างการรู้ความคิดและการเห็นความคิด
            หลวงพ่อ : เมื่อเรารู้ความคิด เราเข้าไปอยู่ในความคิด และความคิดก็ยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด แต่เมื่อเราเห็นความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้นมันหยุดในทันที ดังนั้นเราควรจะปฏิบัติบ่อยๆ ในการเห็นความคิด ญาณปัญญาจะเกิดขึ้น ทำให้เหมือนกับนักมวย นักมวยทุกคนต้องการเป็นแชมเปี้ยนโลก นักมวยจำเป็นจะต้องว่องไวมาก โมหะเป็นสิ่งที่ว่องไว ปัญญาก็เป็นสิ่งที่ว่องไวด้วย โทสะ โมหะ โลภะ ว่องไวในลักษณะหนึ่ง สติ สมาธิ ปัญญา ว่องไวในอีกลักษณะหนึ่ง เมื่อเราฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ให้ว่องไวมากขึ้นๆ มันจะกลายเป็นแชมเปี้ยนโลก มันจะชนะโลก ร่างกายที่มีความรู้สึกนี้คือโลก เราต้องการ โทสะ โมหะ โลภะ หรือ สติ สมาธิ ปัญญา ครองโลกกันแน่ ถ้า โทสะ โมหะ โลภะ ครองโลกก็จะเป็นโลกที่มีแต่ความเศร้าโศกไม่สิ้นสุด ทุกข์ไม่สิ้นสุด ถ้า สติ สมาธิ ปัญญา ครองโลก ก็จะเป็นโลกที่มีแต่ความสว่างไสวและสันติ
            ผู้ฟัง : เมื่อเราเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของเราและความคิดเกิดขึ้น เราจะรู้มันได้อย่างไร
            หลวงพ่อ : ถ้าเธอต้องการรู้ เธอต้องปฏิบัติด้วยตัวของเธอเอง
            ผู้ฟัง : การค้นพบความสงบเป็นสิ่งเดียวกับการค้นพบตัวเองหรือไม่
            หลวงพ่อ : เป็นสิ่งเดียวกัน
            ผู้ฟัง: ถ้าเราสามารถค้นพบความสงบภายในตัวของเราเอง เราจะรักษามันไว้กับเราตลอดเวลาได้อย่างไร
            หลวงพ่อ : มันเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา สิ่งที่ไม่เป็นอย่างนั้นตลอดเวลาไม่ใช่ความสงบ
            ผู้ฟัง : คนเรามีกรรม และกรรมก็คอยติดตามมารบกวนเรา แล้วเราจะมีความสงบได้อย่างไร
            หลวงพ่อ : ไม่ ไม่เป็นอย่างนั้น เราคิดของเราเอาเอง กรรมมีความหมายเพียงการกระทำ มิใช่กรรมชนิดที่เธอทำในชาติที่แล้ว
            ผู้ฟัง : ถ้าเราไม่คิดเกี่ยวกับกรรมแล้ว ก็ไม่มีกรรมใช่ไหม
            หลวงพ่อ :   ถูกแล้ว ไม่ต้องคิดถึงมัน
            ผู้ฟัง : คนเราแสวงหาสิ่งเดียวกัน แต่ทำไมจึงมีความคิดมากมาย
            หลวงพ่อ :   เป็นเพราะมีคำสอนต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีตำรามาก มีคำเทศนามาก ทั้งหมดนี้จึงผสมปนเปกัน และก่อให้เกิดทุกข์ ความสงบแบบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือตำรา ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดๆ เมื่อเราอ่านหนังสือมากหรือฟังครูอาจารย์มาก เราเพียงแต่มีความรู้สำหรับพูดคุยเท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่มีประสบการณ์ของความสงบที่แท้จริง
            ผู้ฟัง : มันเป็นอย่างนั้นตลอดเวลาได้อย่างไร
            หลวงพ่อ :   ถ้าเราเติมสีลงไปในน้ำ คนจะบอกว่าน้ำสีแดงหรือน้ำสีดำ หรือน้ำสีใดๆ ก็สุดแท้ แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำไม่มีสี และถ้าสิ่งที่ไม่ใช่น้ำถูกเอาออกไป เราก็จะเห็นน้ำนั้น อุเบกขา คือภาวะธรรมชาติของจิตใจ มันมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น เมื่อบางคนมีความโกรธจัด อุเบกขาจะช่วยถ่วงเขาไว้ดุจดังสมอของเรือ และดังนั้นเขาจึงไม่หัวใจวายตาย เมื่อบางคนมีความโลภจัดและอยากจะเอาจากคนอื่นให้มากๆ อุเบกขาจะเป็นเหมือนลูกตุ้มเหล็กและโซ่ตรวนดึงเขาไว้ และทำให้ความโลภเบาบางลง เพื่อว่าเขาจะได้ไม่สูญเสียดุลยภาพไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นอุเบกขาจึงมีอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปแสวงหามัน เปรียบดั่งดวงอาทิตย์เมื่อถูกเมฆบัง โทสะ โมหะ โลภะ เมื่อเกิดขึ้นย่อมบดบังอุเบกขา เมื่อเราเห็นจิตใจของเราเองอย่างแจ่มชัด อุเบกขาก็จะถูกเปิดเผยออก
            ผู้ฟัง : หลวงพ่อบอกว่าดีใจกับเสียใจเป็นสิ่งเดียวกัน มันเป็นสิ่งเดียวกันได้อย่างไร
            หลวงพ่อ : มันเป็นทุกข์ทั้งคู่ ดีใจก็เป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง เสียใจก็เป็นทุกข์อีกชนิดหนึ่ง คนที่ไม่รู้มีชีวิตอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ เดิน ยืน นั่ง ด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์ ไม่ว่าเขาจะไปไหนเขาก็เอาทุกข์ไปด้วย เมื่อเขาดูภาพยนตร์เขาหัวเราะ การหัวเราะก็เป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง เมื่อเขาพบกับความเสียใจ เขาร้องไห้ การร้องไห้ก็เป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง ความดีใจกับความเสียใจทั้งคู่ต่างก็เป็นทุกข์แต่ละชนิด เช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มีความมืดอยู่สองชนิด คือ ความมืดสีขาวและความมืดสีดำ เมื่อเราหาเงินได้มากเรารู้สึกดีใจ นั่นก็เป็นทุกข์เป็นความมืดสีขาว เมื่อเราสูญเสียเงินทองเรารู้สึกเสียใจ และจิตใจก็เต็มไปด้วยความคิดที่โกรธเคือง นั่นก็เป็นทุกข์ เป็นความมืดสีดำ แต่ทั้งคู่ต่างก็เป็นทุกข์
            ผู้ฟัง : ในความเป็นจริงแล้วไม่มีดีใจหรือเสียใจทั้งคู่ เพียงเกิดจากโมหะใช่หรือไม่
            หลวงพ่อ : เป็นเช่นนั้น
            ผู้ฟัง : หลวงพ่อบอกว่าความดีใจทุกชนิดเป็นทุกข์ จะมีความดีใจบางชนิดที่ไม่เป็นทุกข์บ้างไหม อย่างเช่นความรักระหว่างสามีและภรรยา
            หลวงพ่อ : ทั้งหมดเป็นทุกข์
            ผู้ฟัง : แล้วความดีใจในธรรมะล่ะ หรือบางครั้งเมื่อเรามองดูแสงอาทิตย์เรารู้สึกมีความสุข
            หลวงพ่อ : นั่นมิใช่ทุกข์ ไม่ใช่ความทุกข์ หรือความสุข ไม่ใช่ความดีใจหรือเสียใจ มันเป็นภาวะเฉยๆ
            ผู้ฟัง : ดิฉันอยากจะให้หลวงพ่อช่วยอธิบายสิ่งที่เรียกว่าความรัก ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงกับผู้ชายที่กำลังจะแต่งงานกัน
            หลวงพ่อ : คนที่ไม่รู้จักทุกข์จะเข้าหาทุกข์ และทุกข์ก็จะสอนบทเรียนของมัน
           
ผู้ฟัง: เมื่อเราเห็นความคิดความคิดจะหยุด แล้วขณะใดที่เราเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เราเห็นมันขณะเมื่อเราเห็นความคิด หรือเมื่อเราคิดมัน
            หลวงพ่อ : เมื่อเราคิดมันนั่นไม่ใช่การเห็นด้วยญาณปัญญา มันเป็นเพียงการจำและการรู้จัก หลังจากที่เรารู้อย่างชัดแจ้งและรู้อย่างแท้จริงแล้ว เราจะไม่ถามใคร
            ผู้ฟัง : แล้วความตั้งใจที่จะทำบางสิ่งล่ะ สมมติว่าบางคนมาพูดบางสิ่งที่ไม่ดีแก่เรา และเราตั้งใจจะทำร้ายเขา
            หลวงพ่อ : การทำร้ายเป็นการโง่เขลา เมื่อเรารู้ถึงภาวะของความทุกข์และของความสุข เราไม่ต้องการให้ใครเป็นทุกข์ เราจะช่วยทุกคนให้มีชีวิตอยู่โดยไม่มีทุกข์
            ผู้ฟัง : เมื่อกระผมให้เงินแก่คนขอทาน กระผมรู้ความคิดที่จะให้เงิน การเห็นความคิดนั้นเรียกว่าปัญญาหรือไม่
            หลวงพ่อ : นั่นไม่เรียกว่าปัญญา นั่นเรียกว่ารู้จากความจำ เราทุกคนมีจิตใจ ดังนั้นก่อนที่จะทำอะไรหรือพูดอะไร ให้มาดูที่จิตใจของเรา จิตใจที่แท้จริงหรือชีวิตที่แท้จริงของเรา ไม่ได้เกลียดใครและไม่ได้รักใคร   เมื่อเราเกลียดหรือเรารัก นั่นคือกิเลสเกิดขึ้น ดังนั้นเพียงมาดูจิตใจในขณะเริ่มต้น แล้วโทสะ โมหะ โลภะ จะถูกทำลายไป หลังจากนั้น เวทนา – สัญญา – สังขาร – วิญญาณ จะยังคงอยู่ที่นั้น แต่บริสุทธิ์และไม่มีทุกข์ ให้ดูจิตใจต่อไป เราจะเห็นกิเลส กิเลสคือความดีใจและความเสียใจ เมื่อเราชอบสิ่งนี้และให้มันแก่บุคคลอื่น นั่นมิใช่ไม่มีกิเลส เพราะว่าเราชอบบุคคลที่เราให้ของนั้น เราให้ด้วยกิเลส เราไม่ได้ให้เฉยๆ พระ (“ภิกษุ”, ผู้ควรแก่การเคารพ, พระพุทธเจ้า) คือความเฉยๆ พระ หมายถึงผู้ที่สอนบุคคลอื่นให้เป็นอยู่เฉยๆ
            ผู้ฟัง: เมื่อเราบริจาคทานโดยทั่วไปแล้วเรามักคิดถึงเมตตา (“ความปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข”) และกรุณา (“ความสงสารคิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์”) แล้วกรุณาอยู่ที่ไหน เมตตาอยู่ไหน
            หลวงพ่อ : นั่นเป็นเพียงคำพูดสำหรับพูดคุยกัน มิใช่ธรรมะ เป็นเรื่องของสังคม
            ผู้ฟัง : ถ้าเราไม่มีเมตตาและกรุณา เราจะมีแรงจูงใจในการทำดีต่อบุคคลอื่นได้อย่างไร
            หลวงพ่อ : นั่นเป็นเรื่องพื้นๆ หรือเป็นรากฐานของจริยธรรมของโลก
            ผู้ฟัง : ในกรณีของหลวงพ่อที่พยายามช่วยเหลือพวกเราให้เป็นอิสระจากทุกข์ นั่นมิใช่เมตตาของหลวงพ่อหรือ
            หลวงพ่อ : ไม่ใช่เมตตา ใครที่อยากจะได้ธรรมะเพียงแต่รับเอาไป ใครที่ไม่ต้องการก็ไม่ได้ไป เราไม่มีความดีใจหรือเสียใจ เปรียบเหมือนเมื่อเราเห็นคนที่กำลังจมน้ำ เรากระโดดลงไปในน้ำแล้วช่วยเขาโดยไม่ได้คิดอะไร
            ผู้ฟัง : เมื่อบุคคลนั้นเห็นคนที่กำลังจมน้ำและช่วยเหลือเขาในทันที นั่นเป็นผลของจริยธรรมทางสังคมหรือเป็นธรรมชาติของเขาเอง
            หลวงพ่อ : เป็นธรรมชาติของเขา แต่เมื่อเราพยายามที่จะช่วยเหลือบุคคลอื่น เราไม่ได้เห็นถึงจิตใจของเราเอง แต่ธรรมชาติของจิตใจก็อยู่ที่นั่นแล้ว ความเฉยๆ ก็อยู่ที่นั่นแล้ว เราไม่ได้มาดูที่นี่ และเราพยายามไปทางอื่น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงไม่มีความสงบที่แท้จริง