เปิดของที่คว่ำอยู่
ให้หงายขึ้น
เพราะว่าทุกคนมีความสงสัยในการเสาะหาวิธีปฏิบัติให้พ้นจากความสับสนวุ่นวาย วันนี้ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงวิธีการและกล่าวถึงการปฏิบัติที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำมาก่อน
แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าได้ศึกษากรรมฐาน (ที่ตั้งของการกระทำ) หลายอย่างหลายชนิดด้วยกัน เช่น หายใจเข้าว่า “พุท” หายใจออกว่า “โธ” นั่งขัดสมาธิหลับตา รวมทั้งวิธีการทำอย่างนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้ศึกษาการบริกรรมคำว่า “สัมมาอรหัง” และข้าพเจ้าได้ปฏิบัติวิธียุบหนอ พองหนอ นี้ก็เป็นวิธีการดูลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเช่นเดียวกัน และแล้วข้าพเจ้าก็ได้หันมาทดลองวิธีนับลมหายใจซึ่งเป็นการปฏิบัติอีกวิธีหนึ่งของการดูลมหายใจเข้าและลมหายใจออก แล้วข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติอานาปานสติ รู้ลมหายใจเข้าสั้นและลมหายใจออกสั้น รู้ลมหายใจเข้ายาวและลมหายใจออกยาว วิธีการทั้งหมดเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติมา ข้าพเจ้ามิได้มีปัญญาญาณใดๆ เกิดขึ้นเลย วิธีการทั้งหมดเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ความสงบ แต่ก็เป็นความสงบคนละชนิดกับที่ข้าพเจ้าเสาะแสวงหา
คนส่วนใหญ่แสวงหาความสงบ แต่การนั่งนิ่งๆ นั้นเป็นความสงบที่ไม่สงบ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงยังคงเสาะแสวงหาต่อไปเพื่อค้นหาความจริง ความจริงเป็นสัจจะที่มีอยู่แล้วในคนทุกคนโดยไม่เกี่ยวข้องกับชาติ ภาษา หรือเครื่องแบบใดๆ สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวคนทุกๆ คน นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าพเจ้าเสาะหา กระทั่งข้าพเจ้าได้ค้นพบมัน เห็นมันโดยชัดเจน และเข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้ง นั่นคือความสงบที่แท้จริง
ความสงบมีสองชนิดด้วยกัน ความสงบที่เป็นการไม่รู้จำเป็นต้องไปนั่งเงียบๆ และนั่งอยู่คนเดียว นั่นมิใช่ความสงบที่แท้จริง ความสงบที่ข้าพเจ้าจะกล่าวแก่พวกเธอทั้งหลายในวันนี้นั้น คือความสงบที่เราไม่ต้องออกแสวงหา ทำไมเราจึงไม่ต้องออกแสวงหา เพราะว่าเรารู้ที่สุดของทุกข์นี้เรียกว่าความสงบ และเราไม่จำต้องไปศึกษาจากใครที่ไหนอีก บัดนี้พวกเธอทุกคนโปรดตั้งใจฟังด้วยความระมัดระวัง
แรกสุดนั้น วิธีอันนำข้าพเจ้าไปพบกับความสงบที่แท้จริงโดยมิต้องจดจ่ออยู่กับจุดใดจุดหนึ่งเป็นพิเศษ ข้าพเจ้าเพียงแต่ทำการเคลื่อนไหวและเพียงมีสติรู้สึกอิริยาบถและการเคลื่อนไหวทั้งหมด เป็นต้นว่า การยืน การเดิน การนั่ง การนอน การคู้ การเหยียด และการเคลื่อนไหวทั้งหมด เมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติด้วยวิธีนี้ และรู้สึกตัวถึงการเคลื่อนไหวของข้าพเจ้าทั้งหมด ปัญญาได้เกิดขึ้นภายในจิตใจของข้าพเจ้า ด้วยการรู้สึกที่ตัวของตัวเองมิใช่ที่ใครอื่น ข้าพเจ้าได้รู้รูป ข้าพเจ้าได้รู้นาม ข้าพเจ้าได้รู้การกระทำของรูป ข้าพเจ้าได้รู้การกระทำของนาม ข้าพเจ้าได้รู้โรคของรูป ข้าพเจ้าได้รู้โรคของนาม
รูปโรค-นามโรค มี ๒ ชนิด โรคในทางร่างกาย เช่น ปวดหัวหรือปวดท้อง โรคชนิดนี้เราจะต้องไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกาย และค้นหาสาเหตุของโรค เมื่อรู้ถึงชนิดของโรคแล้วก็สามารถให้ยารักษาโรคนั้นได้ เราก็กลับเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง โรคอีกชนิดหนึ่งนั้นเกิดขึ้นเมื่อจิตใจคิดนึก และเรารู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ดีใจหรือเสียใจ โรคชนิดนี้ไม่สามารถเยียวยาได้โดยแพทย์ในโรงพยาบาล แต่เราจำต้องมาศึกษาที่ตัวของเราเอง กระทั่งเรารู้ถึงแหล่งที่มาของความคิด ในการรักษาโรคชนิดนี้เราจะต้องศึกษาที่ตัวของเราเอง จนกระทั่งเรารู้อย่างแท้จริง เมื่อข้าพเจ้ารู้ที่มาของความคิด ข้าพเจ้าได้ค้นพบความสงบ แต่เป็นความสงบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความสงบที่แท้จริงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราหยุดการแสวงหา ต่อเมื่อเราไม่ต้องวิ่งหาบุคคลอื่น นั่นเรียกว่าความสงบ
ข้าพเจ้ายังคงกระทำความรู้สึกตัวที่ตัวเองมากขึ้น ปัญญาได้เกิดขึ้น และข้าพเจ้าได้รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา (“ความทุกข์, ความไม่เที่ยง, ความไม่ใช่ตัวตน”) และข้าพเจ้าได้รู้สมมติ สิ่งสมมติไม่ว่าอะไรก็ตามที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ รู้ให้หมด รู้ให้จบ รู้ให้ทั่ว รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้ สิ่งที่เป็นสมมตินี้เรียกว่า สมมติบัญญัติ (การกำหนดขึ้นแห่งสมมติ) ปรมัตถบัญญัติ (การกำหนดขึ้นแห่งสิ่งที่สัมผัสอยู่) อรรถบัญญัติ (การกำหนดความหมายอันลึกซึ้งแห่งธรรมะ) และอริยบัญญัติ (การกำหนดร่วมกันแห่งผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมะ) เราจะต้องรู้ถึงแบบแผนทั้ง ๔ นี้อย่างแท้จริงและอย่างสมบูรณ์ รู้มันให้จบจริงๆ และรู้มันให้ทั่วจริงๆ
ภายหลังจากที่ข้าพเจ้ารู้สมมติโดยสมบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าได้รู้ศาสนา ข้าพเจ้าได้รู้บาป ข้าพเจ้าได้รู้บุญ ข้าพเจ้าได้รู้สิ่งเหล่านี้ได้แท้จริง ธรรมดาแล้วนั้นเรามันจะยึดติดในสมมติ เช่น การยึดติดความเป็นศาสนาฮินดู ความเป็นพุทธศาสนา ความเป็นศาสนาคริสต์ หรือความเป็นศาสนาอิสลาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสมมติ ศาสนาที่แท้จริงคือตัวคนทุกคน พุทธศาสนาคือสติปัญญา ซึ่งมีอยู่ในคนทุกคน ข้าพเจ้าสามารถรับรองสิ่งนี้แก่เธอได้ เมื่อข้าพเจ้ารู้จักตัวเองนั้นข้าพเจ้าได้รู้ว่า คนทุกคนก็เป็นเหมือนข้าพเจ้า เพราะว่าทุกคนก็สามารถรู้ได้
บัดนี้ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงบาป บาปคือบุคคลที่ไม่รู้จักตัวเอง บาปที่หนักที่สุดในโลกก็คือบุคคลที่ไม่รู้จักตัวเองนั้นเอง บุญคือบุคคลที่รู้จักตัวเอง ใครก็ตามที่รู้จักตัวเองคือบุคคลผู้มีบุญ และเป็นผู้ที่มีความสามารถกระทำตนเองให้เป็นบุคคลที่ประเสริฐ (อริยบุคคล) ได้อย่างแท้จริง นี้เรียกว่า ความสงบ การรู้จักตัวเองมิได้หมายความว่า เรารู้ว่าเราเป็นชายหรือหญิง เราคือนาย ก. หรือ นาย ข. แต่การรู้จักตัวเองคือการมีสติในทุกๆ ขณะ ไม่ว่าร่างกายจะเคลื่อนไหวอย่างไร เรารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนั้น ไม่ว่าจิตใจคิดนึกอย่างไร เราก็รู้สึกถึงความนึกคิดนั้น
บุญคือบุคคลที่รู้จักตัวเอง
ใครก็ตามที่รู้จักตัวเองคือบุคคลผู้มีบุญ
และเป็นผู้ที่มีความสามารถกระทำตนเอง
ให้เป็นบุคคลที่ประเสริฐ (อริยบุคคล)
ได้อย่างแท้จริง
การเฝ้าดูความคิด
โดยไม่พยายามไปทำ
หรือจัดการอะไรกับมัน
เพียงแต่ดูมันเฉยๆ
และปล่อยมันไป
นี้คือหนทางของอิสรภาพจากทุกข์
ความรู้สึกตัวนี้เกิดขึ้นจากกฎของธรรมชาติโดยแท้ เมื่อความคิดเกิดขึ้น เราเห็นมัน รู้มัน และเข้าใจมัน เมื่อเราเห็นความคิดก็จะหยุดด้วยตัวของมันเอง เมื่อความคิดหยุดลง ปัญญาก็เกิดขึ้น และเรารู้ถึงที่มาของ โทสะ โมหะ โลภะ เรารู้ว่า โทสะ โมหะ โลภะ มิใช่เป็นตัวของเรา ขณะใดที่เราไม่ได้เห็นชีวิตของเราเอง ไม่เห็นจิตใจของเราเอง ขณะนั้นเราขาดความรู้สึกตัว เราลืมตัวของเราไป เมื่อเราขาดความรู้สึกตัว โทสะ โมหะ โลภะ ก็เกิดขึ้น เมื่อมันเกิดขึ้น เราจึงเป็นทุกข์ คนทุกคนเกลียดทุกข์ แต่เราไม่รู้จักทุกข์ เราจึงแสวงหาความสงบ
ดังนั้นเราจึงไม่อาจหาความสงบได้โดยการนั่งเพียงอย่างเดียว นั้นมิใช่หนทางไปสู่ความสงบ ความสงบที่ข้าพเจ้าหมายถึงนั้นเป็นความสงบที่เป็นอิสระจากโทสะ อิสระจากโมหะ อิสระจากโลภะ และความสงบชนิดนี้อยู่ในคนทุกคนโดยไม่ยกเว้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงสามารถรับรองได้ว่า ทุกๆ คนก็อาจเข้าถึงความสงบนี้ได้ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด หรือศาสนาใด ไม่ว่าเธอจะเป็นชาวฮินดู ชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวมุสลิม หรือศาสนาใดๆ ก็ตาม เธอสามารถเรียนรู้ตัวเองได้ เพราะว่าทุกๆ คนต่างก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน พวกเธอทั้งหมดที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ และกำลังฟังข้าพเจ้าพูดอยู่นี้ จิตใจของพวกเธอทุกๆ คนก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตจิตใจของเรามีความสะอาด สว่าง และสงบอยู่แล้ว แต่เมื่อเราพูดว่าจิตใจสะอาด สว่างและสงบนั้น เราเพียงจำคำพูดมาจากคนอื่น เราไม่ได้เห็นมันจริงๆ เมื่อเราเห็นมันอย่างแท้จริงนั้น เราจะสามารถยืนยันรับรองได้ว่าสิ่งนี้มีอยู่แล้วในคนทุกคนและทุกคนถ้าปฏิบัติอย่างจริงจัง เขาจะต้องรู้ เขาจะต้องเห็น และเขาจะต้องมีมัน
เมื่อเรารู้และเห็น เราก็จะรับรองได้ว่า คำสอนนี้สามารถใช้ได้กับทุกๆ คน ในทุกชนชั้น และในทุกวัย เศรษฐีก็สามารถปฏิบัติได้ คนที่ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวหรือสตางค์แดงเดียวก็สามารถปฏิบัติได้ คนที่มีการศึกษา ที่มีปริญญาก็สามารถปฏิบัติได้ คนที่ไม่รู้หนังสือก็สามารถปฏิบัติได้เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าสามารถยืนยันจุดนี้ได้จริงๆ แต่เราจะต้องรู้วิธีที่ถูกต้อง และเข้าไปในจิตใจของเรา
พวกเธอทั้งหมดที่ฟังข้าพเจ้าพูดในบัดนี้ โปรดดูเข้าไปในจิตใจของเธอ และเธอจะรู้ถึงลักษณะอาการของจิตใจ อุปมาดั่งเมล็ดของผลไม้ใดๆ ถ้าเราเพาะลงในดินที่ชุ่มชื้น ภายใต้เงื่อนไขที่ดีมันก็จะผลิต้นอ่อนขึ้นมา เมล็ดข้าวเจ้าหรือเมล็ดข้าวเหนียวหรือเมล็ดข้าวใดๆก็ตาม ที่เราปลูกไว้อย่างดีแล้ว มันก็จะแตกช่อเติบโตขึ้นมา บุคคลก็เช่นเดียวกัน ถ้าเขาฟังและเข้าใจและนำไปปฏิบัติเขาก็จะรู้ เมื่อเราไม่รู้และไม่เข้าใจ ก็เปรียบเหมือนกับเมล็ดข้าวที่ลีบ หรือเปรียบเหมือนกับเมล็ดข้าวเปลือกที่ไม่มีเนื้อใน เมื่อเรานำไปปลูกตามท้องนา มันจะไม่งอก มันจะไม่ขึ้น เช่นเดียวกับกรณีของคนที่ไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริงและมาสอนบุคคลอื่น บุคคลอื่นก็ย่อมไม่รู้ตามด้วย
ข้าพเจ้าจะอุปมาให้ฟังอีกอย่างหนึ่ง สมมติว่าในตอนกลางวันแสงแดดส่องสว่าง เมื่อใดก็ตามที่เมฆมาบดบังดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ก็จะมืดมัวลง แต่ที่จริงแล้วดวงอาทิตย์ก็ยังคงสว่างไสวอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา จิตใจของเราเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ มันสะอาด สว่าง และสงบ ดุจดังดวงอาทิตย์ตลอดเวลา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพลัดออกจากต้นกำเนิดของชีวิตจิตใจของเรา เราก็จะไม่เห็นพระพุทธเจ้า เราก็จะไม่รู้จักพุทธศาสนา เราก็จะค้นหาความสงบไม่พบ เมื่อเราไม่รู้เราก็ออกเสาะหาครูอาจารย์ แต่นั้นก็เป็นเรื่องสำหรับบุคคลผู้ไม่รู้
ถ้าเธอต้องการความสงบ หรือพุทธะ เธอไม่จำต้องทำอะไรมาก เพียงแต่กลับมาดูต้นตอของชีวิตเธอเอง เมื่อความคิดเกิดขึ้นอย่าเข้าไปในความคิดนั้น แต่ให้ตัดความคิดทิ้ง และให้ออกจากความคิดในทันที ทำให้เหมือนแมวกับหนู เมื่อหนูมาแมวกระโดดตะครุบหนูทันที ความคิดก็เช่นเดียวกัน เมื่อมันคิด สติหรือปัญญาจะรู้ทันที ความคิดก็หยุด ทำเช่นนี้อยู่บ่อยๆ หรือเปรียบเหมือนกับนักมวย เมื่อเราเผชิญหน้าคู่ต่อสู้เราจะต้องชก เราชกที่ตาของคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้ก็จะแพ้เรา โทสะ โมหะ โลภะ ก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อเรามาถึงจุดนี้ พระพุทธเจ้าก็จะเกิดขึ้นในตัวของเรา
พุทธะ คือจิตที่สะอาด จิตที่สว่าง จิตที่สงบ เราทุกคนไม่มีใครที่จะโกรธตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีใครที่จะโลภตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพียงเพราะโมหะเท่านั้น ที่ทำให้เราไม่รู้ เมื่อเรามารู้ที่จุดนี้ เราก็จะรู้ยิ่งขึ้นๆ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับการเทน้ำลงไปในขวด น้ำในขวดจะเต็มขึ้นมา เมื่อน้ำเต็มถึงขอบแล้ว เราก็ไม่สามารถจะใส่อะไรลงไปได้อีก สติ สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเช่นเดียวกัน นี้เรียกว่าความสงบในพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่าความสงบในศาสนาคริสต์ หรือจะเรียกว่าอะไรๆ ก็ได้ตามแต่เราจะเรียก จะเรียกว่ากัป ว่ากัลป์ ก็ได้
ความจริงมีอยู่ในคนทุกคน เมื่อบุคคลรู้ถึงความจริงนี้ เขาก็จะอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่มีทุกข์ เขาก็จะทำงานต่างๆ ได้โดยไม่มีทุกข์ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นครู หรือพ่อค้า หรือพ่อ แม่ หรือคนงานก็ตาม เพียงแต่เขามารู้วิธีปฎิบัติ และมาถึงที่สุด ความทุกข์ก็จะหดหายไปเอง เปรียบเหมือนกับปลิงที่เกาะบนผิวหนังของเรา เราไม่จำเป็นต้องดึงมันหรือแกะมัน เพียงแต่นำปูนกินหมากกับใบยามาผสมเข้าด้วยกันกับน้ำ แล้วบีบลงบนตัวปลิง ปลิงก็จะหลุดไปด้วยตัวของมันเอง เมื่อเรามารู้จุดนี้ เราจะหมดความสงสัย และเราไม่ต้องเสาะหาครูอาจารย์ที่ไหนอีก เราจะรู้ว่าที่สุดของทุกข์อยู่ที่นี่แล้ว
วันนี้ข้าพเจ้าได้พูดถึงเรื่องความจริงพอสมควรแก่เวลา ข้าพเจ้าจะขอยุติการพูดในบัดนี้ ใครที่มีปัญหาสงสัย ขอได้โปรดซักถามตามความสะดวก
ผู้ฟัง : ทำไมคนเราถึงได้เป็นโรคประสาทกันครับ
หลวงพ่อ : เพราะว่าเราคิดมาก และเราไม่เคยเห็นความคิด เราดูแต่สิ่งที่นอกตัวเรา ว่าคนนี้รวย คนนั้นจน คนนี้สวย คนนั้นไม่สวย คนที่มีรถก็คอยดูรถของตัวเอง คนที่มีเพชรก็ดูเครื่องเพชรของตัวเอง คนที่มีนาฬิกาก็คอยดูนาฬิกาของตัวเอง เขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นชีวิตของตนเอง จิตใจของตนเอง นี้คือโมหะ การดูจิตใจของเราเองอย่างแจ่มชัดโดยที่ไม่ติดข้องกับการเคลื่อนไหวของมัน การเฝ้าดูความคิดโดยไม่พยายามไปทำหรือจัดการอะไรกับมัน เพียงแต่ดูมันเฉยๆ และปล่อยมันไป นี้คือหนทางของอิสรภาพจากทุกข์ อิสรภาพจากโรคประสาททั้งปวง
ดังนั้นเราจึงควรเจริญสติ “เจริญ” แปลว่าทำให้มาก เมื่อสติเพิ่มขึ้น ความสามารถที่จะเจาะทะลวงเข้าไปในจิตใจ และเปิดเผยจิตใจก็เพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเราเพียงแต่รักษาศีล หรือภาวนาทำความสงบ มันก็ยังคงไม่ปลอดภัย เปรียบเหมือนกับการจุดเทียนไขในถ้ำที่มืด ความมืดได้หายไปเพียงเล็กน้อย แต่มันยังคงอยู่ที่นั่นกับเรา เราก็ยังคงอยู่ในที่มืด และเมื่อเทียนไขหมดลง ความมืดก็เข้ามาปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างอีกครั้งหนึ่งในทันที ดังนั้นเราจึงควรที่จะออกจากถ้ำด้วยการมีสติตลอดเวลาในทุกๆ อิริยาบถของการเคลื่อนไหว นี้คือวิธีที่ง่าย ทุกคนสามารถทำได้ และสามารถปฏิบัติได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง
ผู้ฟัง : เมื่อเราเห็นความคิดและที่มาของความคิด ความทุกข์และความตึงเครียดนานาประการจะหมดสิ้นลงหรือไม่
หลวงพ่อ : ยังไม่หมดสิ้น เพราะว่าเราเพียงแต่รู้มันแต่เรายังไม่ทำอะไรกับมัน เราเพียงแต่รู้และเห็นความคิด เราเพียงแต่รู้ที่มาของความคิด แต่บางครั้งเราก็หลงออกจากทาง ตัวอย่างเช่น แต่ละวันเราอาจจะรู้มัน ๑๐ ครั้ง แต่การไม่รู้มีมากกว่า ดังนั้นจึงยังไม่ใช่ที่สุด แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายโมหะที่ต้นตอของความคิด
ผู้ฟัง : กระผมอยากจะเรียนถามว่าในระหว่างการปฏิบัติของหลวงพ่อ ก่อนที่จะมาถึงที่สุด มีจุดไหนบ้างไหมที่ท่านเกิดความสงสัยขึ้นมา และมีสัญญาณอะไรบ้างไหมที่ทำให้ท่านหายสงสัยว่ายังมีโมหะอยู่อีกหรือไม่
หลวงพ่อ : มีสัญญาณ แต่ไม่ใช่สัญญาณในทางวัตถุ สัญญาณก็คือเราเห็นตัวเรา และเราไม่มีโมหะ เหมือนดังเปิดของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น หรือเหมือนเปิดเผยบางสิ่งซึ่งถูกปิดบังและซ่อนเร้นไว้ มีเพียงบุคคลที่มาถึงจุดนี้เท่านั้นที่จะรู้ และที่จะหายสงสัยในทันที เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงโทสะ โมหะ โลภะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งสามัญเป็นเรื่องที่ตื้น เมื่อเราพูดถึงเรื่องการเห็นความคิด คนส่วนใหญ่รู้ความคิด แต่ไม่เห็นความคิด เมื่อเรารู้ความคิด ความคิดก็ยังคงดำเนินต่อไป และเราหลงทางในการต่อเนื่องของความคิด เรามีโมหะในความคิด โทสะ โมหะ โลภะ จึงมาที่จุดนี้ ด้วยเหตุนี้บุคคลที่รู้ความคิดจึงยังคงมีโทสะ โมหะ โลภะ
ผู้ฟัง : ในการเห็นความคิดนั้น จิตใจมันพูดอยู่ข้างในหรือไม่
หลวงพ่อ : ไม่ จิตใจไม่ได้พูดอยู่ข้างใน เมื่อเราเห็นมัน มันก็หลุดออก เหมือนดังปลิง เมื่อเรารู้ความคิดก็เหมือนกับพยายามที่จะดึงปลิงออกจากผิวหนัง แต่เมื่อเราเห็นมันอย่างแท้จริง เราไม่จำเป็นต้องไปดึงปลิง เพียงแต่นำใบยาและปูนกินหมากผสมกับน้ำ บีบลงบนตัวปลิง และปลิงจะหลุดของมันเอง ดังนั้นถ้าเรารู้จริงแล้วเราก็ไม่ต้องไปฟังใครที่ไหนอีก เหมือนดั่งที่พวกเราทั้งหลายนั่งกันอยู่ ณ ที่นี้ ในขณะนี้ เราไม่มีโทสะ หรือโลภะ จะมีก็เพียงโมหะ เพราะเราไม่เห็นชีวิตของเรา เมื่อเราเห็นและรู้ชีวิตของเราเองทุกเวลา โทสะ โมหะ โลภะ ก็ไม่สามารถจะเกิดได้ ดังนั้นจิตใจของเราจึงมีความสะอาด ชีวิตของเรามิใช่สิ่งสกปรก ไม่มีสัญญาณใดๆ ในภายนอก คนอื่นไม่สามารถที่จะเห็นได้ แต่เรารู้และเห็นตัวของเราเอง
ผู้ฟัง : หลวงพ่อบอกว่าเมื่อเราเห็นความคิด ความคิดจะหยุดในทันที กระผมยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้ ถ้ามันเป็นจริง กระผมใคร่จะเรียนถามว่า เมื่อเราเห็นความคิดและความคิดหยุด เราจะรู้ความคิดตัวต่อไปได้หรือไม่
หลวงพ่อ : อย่าไปสนใจความคิดอันต่อไป ให้เพียงเห็นความคิด มันจะหยุดโดยตัวของมันเอง อย่าไปสนใจว่าความคิดมาจากไหน เมื่อเราเห็นมัน โทสะ โมหะ โลภะ ก็ไม่อาจเกิดได้
ผู้ฟัง : หลวงพ่อสอนให้ดูความคิด ถ้าเช่นนั้นใครกันที่เป็นผู้ดูความคิด
หลวงพ่อ : อย่าไปหาตัวผู้ดู และเราจะเห็นว่าตนเป็นที่พึ่งของตน และนั่นคือที่พึ่งอันแท้จริง เราอาจบอกว่าคนเป็นผู้ดู หรือเราอาจบอกว่าปัญญาเป็นผู้ดู แล้วแต่เราจะพูดเพราะว่าไม่มีตัวตนที่เราสามารถจับเอามาดูได้ การเห็นและการรู้เป็นสองสิ่งที่แตกต่าง การรู้คือการเข้าไปในความคิด และความคิดก็คงดำเนินต่อไป
ผู้ฟัง : กระผมได้ฟังหลวงพ่อมาและมีความรู้สึกว่าความคิดและอารมณ์ เช่น ดีใจหรือเสียใจ เป็นบางสิ่งที่อยู่ภายนอก เหมือนดังข้าวกับแกง ซึ่งเราสามารถทำประโยชน์ เราสามารถเอามารับประทาน เราสามารถเห็นมัน แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวเรา เราไม่สามารถเห็นมันได้ ไม่ว่าความคิดหรืออารมณ์ ข้อนี้ไม่ใช่เป็นคำถาม แต่กระผมใคร่จะให้หลวงพ่อช่วยทำให้กระจ่างขึ้น
หลวงพ่อ : การเห็นความคิดเป็นสิ่งหนึ่ง การรู้ความคิดเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อเราเห็นความคิด เราสามารถหลุดออกมาจากความคิดนั้นได้ เมื่อเรารู้ความคิด เราก็ยังคงติดอยู่กับความคิดนั้น ดังนั้นการรู้ความคิดจึงเป็นความรู้ของอวิชชา ความรู้ของบุคคลผู้ซึ่งไม่มีปัญญา แต่ด้วยความรู้ของผู้มีปัญญา การรู้และการเห็นสามารถแยกออกจากกันได้ นั้นคือ วิชชา (การรู้) หรือปัญญา ปัญญาและวิชชาจะแยกความคิดออกจากกัน และนั่นคือที่สุดของทุกข์ ดังนั้นผู้มีปัญญาจะรู้อย่างนี้ แต่ข้าพเจ้าสามารถรับรองกับเธอได้ว่าพวกเธอทั้งหมดในที่นี้สามารถทำได้ โปรดได้ทดลองด้วยตัวของเธอเอง เพียงฟังอย่างเดียว เธอไม่สามารถจะรู้ได้ มันเป็นเพียงการจำเท่านั้น ถ้าเราปฏิบัติเราก็จะเห็นแจ้งรู้จริง นี้คือความรู้ของเราเอง ดังนั้นจึงเรียกว่า พุทโธ ซึ่งแปลว่า การเห็นหรือการหลุดออก
ผู้ฟัง : เมื่อเรารู้ความจริงและรู้มันอย่างแจ่มแจ้ง จะมีหลักค้ำประกันได้ไหมว่า หลังจากที่รู้แล้วความรู้นั้นจะไม่หายไปอีก เมื่อเรารู้เรารู้มันตลอดไป หรือว่ามันสามารถจะหายไปได้
หลวงพ่อ : มันเป็นบางสิ่งที่อยู่ในตัวเรา มันไม่หายไป สมมติว่าเรารู้ตาของเรา เรามีตาของเราตลอดเวลา นี้เป็นสัญลักษณ์ที่ว่าทุกคนมีสิ่งนี้ และสามารถสอนสิ่งนี้แก่บุคคลอื่น ข้าพเจ้าสามารถให้คำรับรองว่าพวกเธอทั้งหลายในที่นี้ ปฏิบัติวิธีนี้ จะรู้ภายในเวลาไม่เกิน ๓ ปี
ผู้ฟัง : หลวงพ่อโปรดให้พรแก่พวกเราทั้งหมดในที่นี้ด้วย
หลวงพ่อ : เมื่อพระภิกษุให้ศีลให้พรแก่คนทั้งหลาย นั่นเป็นความดีอย่างหนึ่ง แต่ศีลและพรที่แท้จริงคือความตื่นตัวและความรู้สึกตัว พวกเธอแต่ละคนได้โปรดกระทำความรู้สึกตัว ไม่ว่าเธอจะอยู่ ณ ที่ใด ที่บ้านหรือที่ทำงาน ในทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหว และนั่นจะเป็นศีลและพรที่แท้จริง ศีลที่แท้จริง พรที่แท้จริง จะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้ เราเห็น และเราเข้าใจด้วยตัวของเราเอง และเมื่อเราเคารพตัวเอง