เรามักคิดกันไปถึงเรื่องสวรรค์นิพพาน,
คือมักจะคิดกันว่าคนทำดีต้องไปสวรรค์
ส่วนคนทำชั่วต้องไปตกนรก.
นรกสวรรค์ในอนาคตนั้นก็อย่าเพิ่งเอามาคิด,
แต่ควรรู้จักนรกในปัจจุบันนี้ก่อน
สวรรค์บนฟ้าก็เช่นกัน เอาเก็บไว้ก่อน
ให้มาดูสวรรค์ปัจจุบันนี้ก่อน.
สวรรค์ปัจจุบันอยู่ที่ไหน - อยู่ในตัวเรา,
อยู่ในบุคคลนี่เอง คือ อยู่ในคนที่คิดดีพูดดีทำดี ;
แต่เมื่อเราทำชั่วพูดชั่วคิดชั่ว
ก็จะไปพบไปคบอยู่กับคนชั่ว ซึ่งก็คือนรกนั่นเอง.
ขอให้เราพิจารณาดูง่ายๆ
ซึ่งพวกเราทั้งหลายก็คงเห็นกันอยู่แล้ว
เช่น พวกที่ทำผิดทำชั่วไปฉ้อโกงเขา
ไปปล้นเขามาก็ต้องถูกตามล่าตามล้าง
ต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับ
ต้องคอยหลบหนีหลบซ่อน
เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลาเช่นนี้แสดงว่าตกนรกชัดๆ,
ส่วนพวกเราที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
เราก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
ไม่ต้องคอยหลบคอยซ่อน
แม้เจอเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รู้สึกปลอดภัย
ซึ่งก็เหมือนกับอยู่ในสวรรค์นั่นเอง.
พวกเราเองก็อาจคิดเช่นนี้อยู่แล้ว,
แต่อาตมาอยากจะย้ำให้พวกเราทำความเข้าใจเรื่อง
"สวรรค์นิพพานในปัจจุบัน" นี้ให้มาก
เมื่อพวกเราทำความเข้าใจเรื่องนี้มากแล้ว
ความสุขความเจริญความก้าวหน้าจะมาสู่ตัวเราและสังคมพวกเราเอง.
หน้าที่ของเราต้องเกี่ยวข้องกับคนป่วยคนไข้คนได้ทุกข์ ดังนั้น
สิ่งที่เราจะต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ
ทำจิตวิญญาณของเราให้มีเมตตา
เข้าใจสภาพที่แท้จริงของโลกและชีวิต;
ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า
"สัพเพ สัตตาฯ คือ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถ้วนหน้า
ต่างก็เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นฯ"
หากระลึกได้เช่นนี้อยู่ตลอดเวลาจิตของเราก็จะขาวสะอาดและอ่อนโยน
นี่แหละคือคาถาสำหรับความสุขความเจริญความก้าวหน้าในชีวิต
และสำหรับการงานและการครองชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์,
หากเรานึกถึงความทุกข์ในตัวเราและปฏิบัติกับตัวเราอย่างไร
เราก็ควรเห็นความทุกข์ในผู้อื่น
และควรปฏิบัติก้บผู้อื่นเช่นนั้นด้วยเช่นกัน
คือ ทำตัวให้เป็นเพื่อนทุกข์ของกันและกัน;
หากเราทำได้เราจะได้พบความสุข.
สำหรับแพทย์หรือพยาบาล
อาตมาขอให้ถือเอาหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นตัวอย่างวีรบุรุษ .
หากทำได้เช่นนั้นโลกก็จะมีแต่ความสุขสงบ
และนี่แหละคือผลานิสงส์ที่เราควรยึดถือควรตั้งศรัทธาไว้
หรือตั้งโครงการสำหรับชีวิตทางจิตวิญญาณไว้.
พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ว่าเป็นหมอ
เป็นแพทย์ดีกว่าการเป็นคนมีเงินเป็นล้าน
นี่เป็นเรื่องที่น่าปีติและภาคภูมิใจ.
เพราะว่าการเป็นหมอช่วยให้ชีวิตคน
หลายคนรอดพ้นความตายได้นั้น
หากคิดเป็นอานิสงส์แล้วก็หาค่ามิได้
คิดคำนวณไม่ได้ด้วยเงินแม้จะเป็นแสนเป็นล้านก็ตาม.
สิ่งที่เป็นหัวใจที่จะนำเราให้มุ่งเข็มไปสู่ศรัทธาอันนี้ได้
ก็คือ การหมั่นเจริญสติ
ทำจิตใจให้สะอาด-สว่าง-สงบอยู่เสมอ.
เรื่องสวรรค์นิพพานมันก็มีอยู่ในตัวคนเรานี่แหละ.
ไม่ใช่เหมือนกับที่ตำราพูดเอาไว้ว่าสวรรค์
อยู่ชั้นนั้นชั้นนี้นิพพานอยู่ชั้นนั้นชั้นนี้
อันนั้นมันเรื่องตำรา อาตมาไม่ขอยืนยัน
แต่อาตมาของยืนยันคำของปู่ย่าตายายของเราที่ว่า
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานก็อยู่ในใจเรานี่แหละ.
เมื่อพูดถึงเรื่องความเห็นที่ถูกตรง
ในการปฏิบัติหน้าที่ของหมอของพยาบาลแล้ว
อาตมาของถือโอกาสนี้พูดเรื่องชีวิตจิตใจของเราบ้าง
เพราะการจะมีโอกาสมาพูดที่นี่นั้นไม่ใช่ง่ายนัก.
ทำไมต้องพูดเรื่องชีวิตจิตใจด้วย.
ทั้งนี้ก็เพราะอาตมาเคยไปพูดหลายแห่ง
เช่นที่โรงพยาบาลรามา
โรงพยาบาลศิริราช ฯลฯ
และพบว่าหมอบางคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุกข์
ด้วยความจำเป็น
ไม่ได้ทำด้วยความเห็นอกเห็นใจหรือด้วยจิตใจที่สบาย.
คนเหล่านั้นเคยถามอาตมาว่า "ทำอย่างไรหลวงพ่อ
ที่จะทำด้วยจิตใจสบาย,
ทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความทุกข์",
อาตมาก็พูดให้ฟังว่า
ความจริงแล้วจิตใจของเราไม่มีทุกข์
มันอยู่ของมันนิ่งๆ เฉยๆ.
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่านิพพาน
คือจิตใจเป็นอุเบกขา; คำว่า "อุเบกขา"
นี้หมายถึงวางเฉยทำการทำงานไปตามหน้าที่
จิตเป็นอุเบกขานี่เองที่เป็นเหมือนลูกตุ้ม
หรือสมอเรือหรือเบรครถที่จะคอยถ่วงเอาไว้
ให้ภาวะจิตของเราอยู่อย่างสมดุลอยู่ตลอดเวลา
ไม่เอียงหรือหมุนไปตามกระแสของทุกข์หรือสุข;
และจิตใจเช่นนี้แหละ
คือจิตใจที่อยู่เหนือทุกข์เหนือสุข
ไม่ติดอยู่กับดีหรือชั่ว, อันนี้แหละ
ที่เรียกว่าอัพยากตาธรรมาหรือนิพพาน.
ดังนั้นนิพพานนั้นจึงอยู่ที่จิตใจของคน.
ที่มาหนังสือ พลิกโลก เหนือความคิด หน้า 47