ถึงตรงนี้ขอพูดถึงอานิสงส์. คิดเอาเล่นๆ ว่า หากหมอชีวกโกมารภัจจ์มีอยู่ในบ้ านเราในขณะนี้และคิดสมัครผู้ แทนก็คงได้คะแนนท้วมท้นทีเดียว. ซึ่งอาจถือว่าเป็นอานิสงส์ จากการทำความดีอันนั้นก็ได้อี กประการหนึ่ง. เราอาจเปรียบหมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งมีความดีขจรขจายกำลังเป็ นหนุ่มได้กับดอกไม้บาน เมื่อใครเห็นก็ให้รู้สึกชื่ นใจใคร่ชม.หรืออาจเปรียบได้กั บทองหรือเพชรที่อาจถูกแร่วัตถุ อื่นเจือปนอยู่ แต่ทองคำหรือเพชรนั้นก็ยังคงรั กษาความบริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไว้ได้. อันนี้หมายความว่า คุณค่าหรืออานิสงส์ ของการทำงานตามหน้าที่ การรักษาพยาบาลผู้ป่วยนั้นแม้ จะไม่มีใครเห็น แต่ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิ ตใจและความดีนั้นก็ยังคงมีอยู่ อย่างเต็มเปี่ยม.
ดังนั้น ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย จะเป็นตำรวจจราจรทางบกก็ ตามจะเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลคนป่ วยไข้ในโรงพยาบาลก็ตาม เมื่อเราทำหน้าที่ของเราให้ถู กต้องแล้วอานิสงส์จะตามมาเอง. เราอย่าอยากได้อะไรหรือหวั งผลอะไรเลย, เมื่อเราทำงานตามหน้าที่ ของเราแล้วอันนั้นได้ชื่อว่ าเราคนหนึ่งเป็นผู้ซื่อตรงต่ อหน้าที่ และเคารพนับถือกฎระเบียบและตั วเอง. ดังนั้น พระพุทธเจ้าของเราท่านจึงตรั สเอาไว้ว่า "ทำดี-ดี, ทำชั่ว-ชั่ว" ท่านตรัสไว้อย่างนี้. พวกเราผู้เป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้ าราชการ โดยเฉพาะตำรวจจราจร ก็ควรรักษาศีลในการปฏิบัติหน้ าที่ กล่าวคือ ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก. หรือท่านที่เป็นแพทย์เป็ นพยาบาลเป็นอะไรก็ตาม ก็ต้องรักษาศีลด้ วยการทำไปตามหน้าที่ของตนๆ เมื่อทุกคนทำไปตามหน้าที่แล้ว งานก็จะก้าวหน้าไปทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนต้องเจริญก้ าวหน้าไป.
อาตมาเห็นว่า เหตุของการเกิดอานิสงส์ ประการแรกก็คือ ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำงานให้ ดีที่สุด ด้วยความเมตตาเอื้ออารี ใช้ความรู้ ความคิดอย่างเต็มที่ และทำงานด้วยจิตที่เป็นธรรม. เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนที่มารับบริการก็จะประทั บใจ โรงพยาบาลและแพทย์ก็จะมีชื่อเสี ยง ชื่อเสียงดีก็จะระบื อออกไปไกลในทุกทิศ, หรืออย่างน้อยในแง่ของบุคคล ชาวบ้านก็จะพูดระบือกันเองว่า หมอคนนั้นดี พยาบาลคนนี้ดี:นี่แหละเป็นอานิ สงส์ที่เราจะได้รับ
อาตมาขอย้ำว่า ขอให้เราทุกฝ่ายสุจริตต่อหน้าที ่. ตรงนี้ขออ้างพระพุทธเจ้าว่ าพระองค์ก็เคยตรัสสอนให้ คนทำการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต อย่าทำด้วยความทุจริต "สุจริต" นี่แหละเป็นสิ่งที่ขาวที่ สะอาดที่สว่าง และเป็นสิ่งที่นำความสงบมาให้ กล่าวคือ "สว่างที่กลางใจ" ถ้าคนเรามีจิตใจสกปรกเศร้ าหมองเป็นมลทิน ก็คือจิตใจมีสภาพเน่าเหม็นเปี ยกแฉะอยู่ในที่นั้น. คำว่า "อานิสงส์" นั้น อาจใช้คำว่า "บุญ" ก็ได้. และก็เป็นบุญที่แท้จริงด้วย. อานิสงส์หรือบุญที่แท้จริงนั้ นอยู่ที่จิตใจของเรา ซึ่งก็คือ การที่จิตใจมีความสะอาด-สว่าง- สงบนั้นเอง.
พวกเราต่างศึกษาเล่าเรียนพุ ทธศาสนามาบ้างแล้วเท่านั้น. แต่เรากลับไม่สนใจคำสอนของพระพุ ทธเจ้า เพราะมักไปสนใจแต่เรื่องนอกแนว แล้วยังจะอ้างว่าเราคนหนึ่งเป็ นชาวพุทธนับถือศาสนาพุทธปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า, หากจะพูดในมุมกลับ ก็คือ เราคนหนึ่งนั้นเองแหละที่เป็นผู ้ปฏิบัติพุทธศาสนา. ที่อาตมาพูดมาเพียงเท่านี้ ขอให้พวกเราลองทบทวนดูสิว่า จริงๆ แล้วเราเป็นบุคคลฝ่ ายไหนประการใดกันแน่. หากพวกเราสนใจธรรมะในพระพุ ทธศาสนานี้จริงถึงแม้จะเป็นคนส่ วนน้อยนี้ก็ตาม จะทำให้โลกเจริญได้. คนส่วนน้อยนี้แหละที่จะทำให้ ธรรมะกลับคืนเข้ามาสู่จิ ตใจคนได้. โดยวิธีที่ว่า ขั้นแรกเราทุกคนควรศึกษาและปฏิ บัติหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่ สุด, หากทำได้เช่นนี้จะเป็นการช่ วยเตือนคนที่ทำผิดไปด้วยในตัว จะไม่ชวนกันทำให้เกิดความฉิ บหายเสื่อมโทรม เมื่อมั่นใจในตนเองดีแล้ว เราก็อาจช่วยเตือนผู้อื่นที ละเล็กละน้อยได้อีกด้วย. ทั้งนี้เพราะหากเราไม่เตือนคนๆ นั้นก็จะกลายเป็นผู้เน่าเหม็ นเปียกแฉะอยู่ในที่นั้น และจะเป็นเหตุให้เกิดความเสี ยหายแก่ส่วนรวมอย่างที่ไม่ ควรจะเป็น ดังคำโบราณท่านว่า ปลาเน่าตัวเดียวในห้องหากไม่รี บกำจัด นานไปปลาทั้งข้องก็จะพลอยเน่ าเสียหายไปด้วย. คำสอนของพระพุทธเจ้ามีบทบาทต่ อสังคมอยู่มากในแง่นี้ ตรงที่ป้องกันไม่ให้สังคมเน่ าเหม็นนี่แหละ จึงควรอย่างยิ่งที่เราจะยึดถื อคำสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาคนหนึ่งที่กล้ารั บรองคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราเป็นคนไม่มีทุกข์เสี ยแล้วเราจะไปไหนก็ไม่มีทุกข์, แต่ถ้าเราเป็นคนมีทุกข์เสียเอง จะไปช่วยใครได้นอกจากจะเอาทุกข์ ไปเพิ่มให้เขาเสียอีก
ที่มา พลิกโลก เหนือความคิด หน้า 43
พิมพ์โดย คุณวิไลพรรณ ลัมภเวส
ที่มา พลิกโลก เหนือความคิด หน้า 43
พิมพ์โดย คุณวิไลพรรณ ลัมภเวส