ผมนึกมาได้ว่า
เมื่อสมัยพระพุทธเจ้าของเรายังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ไปศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส อุททกดาบส
อาจารย์คนแรกนี้สอนได้สมาบัติ ๗
คือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓
เข้าฌานออกฌานได้คล่องแคล่วว่องไวเหมือนกับอาจารย์
แต่ก็ยังมีความทุกข์อยู่
มีความทุกข์เพราะคิดถึงคนนั้นคนนี้
ชอบคนนั้นเกลียดคนนี้
บางทีพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ทำอะไรต่างๆที่ตาเห็น
บางครั้งบางคราวก็ไม่พอใจ
บางครั้งบางคราวก็พอใจ
หรือบางครั้งนั่งอยู่ผู้เดียว
ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน
แต่ก็นึกถึงราหุล นางพิมพา
ผู้เป็นโอรสและมเหสี
อันนี้ก็แสดงว่า
ความทุกข์นั้นยังมีอยู่
ก็ไปถามอาจารย์
อาจารย์ก็บอกว่าหมดความรู้ที่จะสอนแล้ว
ก็เลยลาจากอาจารย์คนนี้ไปศึกษาเล่าเรียนต่อ อาจารย์คนที่สองชื่อว่า อุททกดาบส
ซึ่งได้สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔
เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้ว เห็นพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕
ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
เห็นด้วยตาได้ยินด้วยหู
บางครั้งบางคราวก็พอใจ
บางครั้งก็ไม่พอใจ
บางครั้งก็ยังคิดถึงราหุล และนางพิมพา
คิดถึงพระราชวัง คิดถึงสมบัติ
คิดถึงนางสนมกำนัลผู้ให้ความบำรุงบำเรอ
อันนี้ก็แสดงว่าความทุกข์ยังมีอยู่
อันนี้ชื่อว่ารู้จำ รู้จัก
ยังไม่ใช่เป็นการรู้แจ้ง รู้จริง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ เรื่องการทำบุญให้ทาน รักษาศีล
หรือทำสมถกรรมฐานนั้น
ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
แต่ก็สงเคราะห์เข้ากันได้ว่าเป็นการทำดี
ทำดีนี้ยังดีกว่าทำชั่ว
หรือเอาบุญดีกว่าเอาบาป
การทำบุญให้ทาน รักษาศีล
หรือทำสมถกรรมฐาน
จึงเรียกว่า ทำดีเฉยๆเพราะมันดับทุกข์ไม่ได้
หนังสือ : เปิดประตูสัจธรรม หน้าที่ 20 พิมพ์โดย คุณพิไลวรรณ รัตนจินดา @Jippe Rattanachinda