สิ่งที่เคยทำมาก่อนจะพบของจริง

ดังนั้น เราจึงมาทำความเข้าใจ คำว่า ความสงบกัน 
อันความสงบนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๒ อย่าง 

สงบแบบที่หนึ่งนั้น สงบใต้โมหะ 
ส่วนสงบแบบที่สอง สงบด้วยสติปัญญา 

เมื่อเล่าถึงความสงบสองอย่างนั้น 
ก็ต้องนำเรื่องเหตุเรื่องผลมาเล่า 
เหตุมันเกิดขึ้นเพราะเราไปทำความสงบ 
เช่นเราไปภาวนา พุท-โธ 
ซึ่งผมเองเคยทำมาก่อนแล้ว 

คือ หายใจเข้าว่า "พุท" 
หายใจออกว่า "โธ" 

เวลาเดินจงกรมก็ว่า "พุท-โธ" 
ก้าวเท้าไปก้าวเท้ามา 
แล้วให้จังหวะถูกต้องกับลมหายใจ 
สิ่งเหล่านี้เป็นความสงบ เพราะมันทำช้าๆ

จากนั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่ง 
ชื่ออาจารย์เสาร์มาจากภาคเหนือพูดให้ผมฟัง 
แกว่าการขึ้นต้นไม้นั้น 
จะขึ้นปลายทีเดียวไม่ได้ 
มันต้องขึ้นไปจากโคนต้น 
มาสอนให้นับหนึ่ง สอง สาม ไปถึงสิบ 
แล้วนับย้อนจากสิบ เก้า แปด ลงมาถึงหนึ่ง 

อันนี้แกว่าเป็นการขึ้นต้นของมัน 
และเป็นวิธีตามลมหายใจเหมือนกัน 

คือหายใจเข้าว่า "หนึ่ง" 
หายใจออกก็ว่า "สอง" 

จะผิดกันก็แต่คำพูดเท่านั้น 
ส่วนหลักการอันเดียวกัน 
คือให้ถูกต้องตามลมหายใจเข้าออกเท่านั้น 
แล้วยังสอนอีกว่าวิธีนับหนึ่ง สอง สาม นี้ขลังอีกด้วย
หากถูกมีดพร้าฟันชำแหละเนื้อเราเข้าไป 
แกสอนว่าให้กลั้นใจนับหนึ่ง สอง สาม ไปถึงสิบนี่แหละ 
กลับไปกลับมา มันจะไปเป่าเส้นเลือดขัดเลือด (หยุดเลือด) 
ให้หายได้ แล้วก็ขลังอีกด้วย เวลาไปไหนมาไหน 
เป็นสิ่งที่จำเป็น ผีก็ขยาด ผีก็กลัว ท่านสอนอีกหลายอย่าง

จากนั้น ผมมาทำสัมมาอะระหัง 
ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์เสาร์แกสอนไว้ 
สิ่งเหล่านี้ผมทำมา ได้ความสงบ 
นั่งแล้วก็สงบ ภาวนาไปก็หลับ 
เพราะว่าหลับตาทำช้าๆ เดินจงกรมก็ทำไปอย่างนั้น 

ต่อจากนั้น ไปที่จังหวัดอุดร 
ผมเลยไปได้หนังสือจากจังหวัดอุดร 
คือวิธีพองยุบ เวลาหายใจเข้าก็ว่า "พองหนอ" 
หายใจออกก็ว่า "ยุบหนอ" 
แต่ก็ให้ตามลมหายใจเช่นเดียวกัน 
วิธีเหล่านี้เป็นอันเดียวกัน 
มันเกี่ยวข้องกับลมหายใจเหมือนกันหมด 
เวลาเดินจงกรมก็ว่า 
ยกส้นหนอ ไปหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ 
แล้วก็พูดว่าได้ "ฌาน" 
แล้วแต่จะพูดไป ว่าได้เท่านั้นเท่านี้ 

ผมก็ทำมาบ้างแล้ว พูดตรงๆนี้แหละ 
เป็นการเดา คาดคิดคาดคะเนเอาเอง 
แต่ก็ดีอยู่เหมือนกัน 
สิ่งเหล่านี้รวมความแล้วเป็นวิธีอานาปานสติเท่านั้น 
แต่ก็ได้ความสงบ

แม้วิธีอานาปานสติก็ดูลมหายใจ 
นั้งดูลมหายใจเข้า หายใจออก สั้น ยาว ให้รู้จัก 
แล้วดูลมหายใจหยาบ ลมละเอียด 
ดูไปๆ มันละเอียดเข้าๆ 
ก็เลยหลงต้นลมหายใจ แลัวก็ "ตัวแข็ง" 
หลงกลั้นใจแล้วก็เลยเป็น "สมาธิแข็ง" 

นั่งสงบอยู่อย่างนั้นแหละ 
เลยหลงลมหายใจ คำว่า "หลง" นี้ 
เทียบได้กับคำว่า "โมหะ" 
ในทางธรรม (ภาษาบ้านเราเรียกว่าหลง) 
สิ่งเหล่านี้ผมทำมาแล้วและมีความสามารถที่จะสอนผู้อื่นได้ 
วิธีทำตัวแข็งนี้ผมสอนได้จริงๆ 
ถ้าหากญาติโยมคนใดต้องการ 
แต่ยังเป็นความสงบใต้โมหะ สงบใต้ความหลง 
ไม่ใช่ความสงบด้วย "ปัญญา" 
ตามความเข้าใจหรือทิฐิของผม 
การกระทำวิธีนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า




หนังสือ : เปิดประตูสัจธรรม
หน้าที่ 18

พิมพ์โดย คุณพิไลวรรณ รัตนจินดา
@Jippe Rattanachinda